ดูแลหญิงกำพร้าและประนีประนอมระหว่างสามีภรรยา رعاية اليتامى

وَيَسْتَفْتُونَكَ فِي النِّسَاءِ قُلِ اللَّهُ يُفْتِيكُمْ فِيهِنَّ وَمَا يُتْلَىٰ عَلَيْكُمْ فِي الْكِتَابِ فِي يَتَامَى النِّسَاءِ اللَّاتِي لَا تُؤْتُونَهُنَّ مَا كُتِبَ لَهُنَّ وَتَرْغَبُونَ أَن تَنكِحُوهُنَّ وَالْمُسْتَضْعَفِينَ مِنَ الْوِلْدَانِ وَأَن تَقُومُوا لِلْيَتَامَىٰ بِالْقِسْطِ وَمَا تَفْعَلُوا مِنْ خَيْرٍ فَإِنَّ اللَّهَ كَانَ بِهِ عَلِيمًا ( 127 )

   และพวกเขาจะขอให้เจ้าชี้ขาดในเรื่องของบรรดาหญิง จงกล่าวเถิดว่าอัลลอฮฺจะทรงชี้ขาดให้แก่พวกท่านในเรื่องของนางเหล่านั้น และสิ่งที่ถูกอ่านให้พวกท่านฟังซึ่งอยู่ในคัมภีร์นั้น (และ) ในเรื่องของหญิงกำพร้าที่พวกท่านไม่ได้ให้แก่พวกนางซึ่งสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นแก่พวกนาง และพวกท่านปรารถนาจะแต่งงานกับพวกนาง และในเรื่องของบรรดาผู้อ่อนแอในหมู่เด็ก ๆ และในการที่พวกท่านจะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมแก่บรรดาเด็กกำพร้า และความดีใด ๆ ที่พวกเจ้ากระทำไปนั้น แท้จริงอัลลอฮฺทรงรู้ในความดีนั้น

อิสติฟตาอฺคือการขอคำชี้ขาด. ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ร้องขอให้ผู้ที่รับผิดชอบชี้ขาดในเรื่องหูกุมที่เขาผู้นั้นรับผิดชอบอยู่ .และอัลลอฮฺได้บอกถึงคนมุอฺมินที่ร้องขอให้นบีทำการชี้ขาดในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง,และแล้วอัลลอฮฺจึงทำการชี้ขาดในเรื่องของพวกนางเอง (قُلِ اللَّهُ يُفْتِيكُمْ فِيهِنَّ)ความว่า จงกล่าวเถิดว่าอัลลอฮฺจะทรงชี้ขาดให้แก่พวกท่านในเรื่องของนางเหล่านั้น , และพวกเจ้า(ผู้ชาย)ก็จงปฏิบัติตามในสิ่งที่ข้าได้การชี้ขาดในทุกเรื่องราวที่เกี่ยงข้องกับสตรี ไม่ว่าการการปฏิบัติต่อนางในสิ่งที่เป็นสิทธิของนางที่นางควรได้ หรือการที่ไม่ทำร้ายนางทางอ้อมหรือทางตรง

คำสั่งใช้นี้เป็นคำสั่งที่ครอบคลุมในทุกตัวบทบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งใช้หรือคำเตือนต่อสิทธิของผู้หญิงที่มีครอบครัวหรือยังไม่มี ที่พึงได้รับ เด็กหรือผู้ใหญ่, หลังจากที่อัลลอฮ์ได้สั่งเสียในภาพรวมแล้ว อัลลอฮ์ก็ส่งสั่งเสียให้ทำดีต่อเฉพาะตัวบุคคล  คือการทำดีต่อผู้ที่อ่อนแอจากบรรดาลูกกำพร้า และบรรดาผู้อ่อนแอในหมู่เด็กๆ เพื่อให้ความสำคัญต่อพวกเขาและไม่ละเมิดสิทธิที่พวกเขาพึ่งได้.

อัลลอฮ์จึ่งกล่าว (وَمَا يُتْلَى عَلَيْكُمْ فِي الْكِتَابِ فِي يَتَامَى النِّسَاءِ) .คือและอัลลอฮ์ก็ได้ชี้ขาดเช่นกันในสิ่งที่ถูกอ่านให้พวกเจ้าฟังในคำภีร์ ในเรื่องของหญิงกำพร้า

อัลลอฮฺตรัสว่า (اللاتِي لا تُؤْتُونَهُنَّ مَا كُتِبَ لَهُنَّ)ความว่าพวกท่านไม่ได้ให้แก่พวกนางซึ่งสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นแก่พวกนาง แปลว่า นี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยปัจจุบัน .คือเมื่อเด็กหญิงกำพร้าเมือเธออยู่ภายใต้การปกครอง(วาลี)ที่เป็นผู้ชาย แน่นอนเธอจะถูกละเมิดสิทธิและถูกอธรรมโดยผู้ดูแล.ไม่ว่าจะเป็นการยักยอกทรัพย์สินของนางทั้งหมดหรือบางส่วน หรือไม่ก็ห้ามไม่ให้เธอมีครอบครัวเพื่อสามารถได้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่ดูแลอยู่ กังวลว่าทรัพย์สินนั้นจะต้องหลุดจากมือไปหากเธอไปมีครอบครัว หรือไม่ก็เอาค่าสินสอดของนางเมื่อนางแต่งงาน ด้วยตั้งเงือนไขหรือไม่ก็ตาม.(เงือนไขเช่น ค่าตอบแทนที่เขาเป็นวาลีให้เป็นต้น) หรือผู้ดูแลมีความปรารถนาในตัวของพวกนางเพราะความสวยหรือทรัพย์สิน โดยให้สินสอดแก่นางแต่ให้ไม่เพียงพอกับสิทธิที่นางควรได้ .ทุกรูปแบบที่กล่าวมานี้คือการทำร้าย(ซอลิม) อยู่ภายใต้อายัตที่ว่า (وَتَرْغَبُونَ أَنْ تَنْكِحُوهُنَّ)คือและพวกท่านไม่ปราถนาการแต่งงานของนางหรือพวกท่านปรารถนาจะแต่งงานกับพวกนางเอง

อัลลอฮ์ตรัวว่า (وَالْمُسْتَضْعَفِينَ مِنَ الْوِلْدَان)และบรรดาผู้อ่อนแอในหมู่เด็ก .คือ อัลลอฮ์ได้ให้คำชี้ขาดในเรื่องของบรรดาผู้อ่อนแอในหมู่เด็กๆ เพื่อให้เจ้าทำตามสิทธิที่พวกเขาควรได้ จากทรัพย์สินและอื่นๆ และเจ้าอย่าครอบครองทรัพย์สินของพวกเขาในรูปแบบที่อธรรมหรือแบบเผด็จการ

(وَأَنْ تَقُومُوا لِلْيَتَامَى بِالْقِسْطِ) คือ และในการที่พวกท่านจะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมแก่บรรดาเด็กกำพร้า, คือความยุติธรรมที่สูงสุด ครอบคลุมทั้งการดูแลพวกเขาเพื่อให้พวกเขายึดมั่นต่อคำสั่งของอัลลอฮ์(ซุบหานาฮุวาตาลา)และให้พวกเขาปฏิบัติในสิ่งที่วายิบ.ความว่าผู้ดูแลเด็กกำพร้าจำเป็นจะต้องทำหน้าที่ดั่งกล่าว, ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ดูแลที่จะต้องยึดมั่นต่อสิ่งที่อัลลอฮ์หกำหนดให้แก่พวกเขา

และยังครอบคลุมการทำหน้าที่ของผู้ดูแล ในเรื่องสิทธิประโยชน์ดุนยา ด้วยการที่พัฒนาทรัพย์สินของเขา(เด็กกำพร้า),และสังเกตพวกเขา(เด็กกำพร้า)ในการใช้จ่ายทรัพย์สินเหล่านั้น.

ผู้ดูและไม่ควรเข้าใกล้(เอา)ทรัพย์สินของเด็กกำพร้านอกเสียจากด้วยหนทางที่ถูกต้อง.

จากนั้นอัลลอฮ์ได้สั่งเสียให้ทำความดีในเชิงทั่วไป (وَمَا تَفْعَلُوا مِنْ خَيْرٍ) คือความดีต่างๆที่เจ้าได้กระทำนั้น ไม่ว่าต่อเด็กกำพร้าหรือคนอื่น.ความดีนั้นจะเป็นความดีที่เติมใจทำคือจำเป็นต้องทำก็ตามที   (فَإِنَّ اللَّهَ كَانَ بِهِ عَلِيمًا)แท้จริงอัลลอฮฺทรงรู้ในความดีนั้น เพราะความรู้ของอัลลอฮฺนั้นครอบคลุมทุกการกระทำที่ดี จะน้อยหรือมาก ดีหรือไม่ดี และอัลลอฮ์จะทรงตอบแทนเขาตามสิ่งที่เขาได้ปฏิบัติมา

 

وَإِنِ امْرَأَةٌ خَافَتْ مِن بَعْلِهَا نُشُوزًا أَوْ إِعْرَاضًا فَلَا جُنَاحَ عَلَيْهِمَا أَن يُصْلِحَا بَيْنَهُمَا صُلْحًا وَالصُّلْحُ خَيْرٌ وَأُحْضِرَتِ الْأَنفُسُ الشُّحَّ وَإِن تُحْسِنُوا وَتَتَّقُوا فَإِنَّ اللَّهَ كَانَ بِمَا تَعْمَلُونَ خَبِيرًا ( 128 )

และหากหญิงใด เกรงว่าจะมีการปึ่งชา หรือมีการผินหลังให้ จากสามีของนางแล้วก็ไม่มีบาปใด ๆ แก่ทั้งสองที่จะตกลงประนีประนอมกันอย่างใดอย่างหนึ่ง และการประนีประนอมนั้นเป็นสิ่งดีกว่า และจิตใจคนนั้นถูกให้มีความตระหนี่มาด้วย และหากพวกเจ้ากระทำดี และมีความยำเกรงแล้ว แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน.

คือหากมีหญิงใดที่กลัวว่าสามีจะหันหลังให้คือไม่สนใจหรือไม่มีความต้องการต่อตัวนาง.กรณีนี้จะดีที่สุดก็ควรมีการตกลงประนีประนอมกันอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยการที่ให้ฝ่ายหญิงนั้นสามารถได้สิทธิของนางที่ควรได้รับขณะที่นางอยู่กับสามี ไม่ว่านางนั้นยอมรับในสิทธิที่ควรได้รับจากนัฟกอห์(ภาระการใช้จ่าย)หรือเครื่องนุ่มห่ม และที่อยู่อาศัยเพียงน้อยนิดก็ตาม  หรือไม่ก็แบ่งทรัพย์สินให้เท่าๆกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามีสามารถหลุดพ้นจากพันธะที่ต้องรับผิดชอบต่อตัวนาง หรือผู้หญิงยอมที่จะมอบตัวเองให้สามี แม้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ทุกข์ใจต่อตัวเองก็ตาม

หากว่าสองกรณีนี้เป็นที่ตกลงกัน ก็ไม่มีปัญหาสำหรับพวกเขาทั้งสอง ไม่มีปัญหาสำหรับฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ก็เป็นที่อนุญาตให้สามีอยู่ร่วมกับภรรยาได้ในสภาพการณ์ดั่งกล่าว,นั้นคือสิ่งที่ดีสุดกว่าการหย่าร่าง เหตุดั่งกล่าวอัลลอฮ์ตรัสว่ (وَالصُّلْحُ خَيْرٌ) การประนีประนอมเป็นสิ่งที่ดี .

จากตัวบท และความหมายสามารถสรุปได้ว่าการประนีประนอมระหว่างทั้งสองนั้น ดีกว่าการสำรวจข้อบกพร่องที่ทั้งสองไม่ได้ทำหน้าที่ของตน .เพราะการประนีประนอมนั้นสามารถจะยึดความรักและสร้างนิสัยการให้อภัยได้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นที่อนุญาตในทุกกรณี(ไม่ใช่ประนีประนอมเรื่องสามีภรรยาอย่างเดียว) นอกเสียจากเมื่อสิ่งที่ฮารอมแท้กลับว่าฮาลาล หรือสิ่งที่ฮาลาลกลับกล่าวว่าหะรอม แน่นอนสิ่งเหล่านี้ไม่สามารจะประนีประนอมได้

และจงรู้เถิดว่าทุกๆหูกุมนั้นจะไม่สมบูรณ์นอกเสียจากจะต้องมีความเหมาะสมและขจัดสิ่งที่ห้าม เหตุนี้หุกุมที่ยิ่งใหญ่คือการประนีประนอม ดั่งนั้นอัลลอฮ์จึงได้พูดถึงความเหมาะสมในเรื่องดั่งกล่าวและสะกิดให้รู้ว่าสิ่งนั้น(คือการประนีประนอมนั้น)ดี .แน่นอนสิ่งดีๆเป็นสิ่งที่ผู้มีมันสมองต้องการและปรารถนา และหากสิ่งนั้นเป็นคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์แน่นอนสำหรับผู้ศรัทธาแล้วยิ่งต้องการและปรารถนาต่อมัน .

และอัลลอฮ์ก็ได้กล่าวสิ่งที่ต้องห้ามคือ (وَأُحْضِرَتِ الأنْفُسُ الشُّحّ)ความว่า -และจิตใจคนนั้นถูกให้มีความตระหนี่มาด้วย –คือจิตใจของคนนั้นมาพร้อมความตระหนี่(ขี้เหนียว) คือไม่ชอบที่จะเอื้อให้เพื่อนมนุษย์ .และไม่ชอบที่จะทำหน้าที่ของตนที่มีต่อผู้อื่น.จิตใจนั้นกำเนิดความตระหนี่เป็นนิสัย ตรงนี้จำเป็นสำหรับทุกคนต้องกำจัดนิสัยเสียนี้ออกจากจิตใจของตน,และเปลี่ยนนิสัยนั้นด้วยความอดทด คือพยายามทำหน้าที่ที่เกียวกับสิทธิของผู้อื่นที่ควรทำต่อเขาและรู้สึกพอเพียงคือสิทธิที่ตนได้รับ

เมื่อไรที่มนุษย์นั้นติดนิสัยที่ดีงาม แน่นอนการที่จะประนีประนอมระหว่างคู่กรณีนั้นยิ่งง่ายขึ้น และจุดประสงค์ในการประนีประนอมนั้นยิ่งได้ผลเร็วขึ้น ไม่เหมือนกับผู้ที่ไม่ยอมละทิ้งนิสัยตระหนี่ออกจากจิตใจ ,คนประเภทนี้ยากที่ให้เกิดการประนีประนอม เพราะคนแบบนี้เขาจะไม่ยอมรับนอกจากทุกอย่างต้องเป็นของเขา และยังไม่ยอมที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อเพื่อนมนุษย์ หากการประนีประนอมนั้นเกิดขึ้นกับศัตรูแน่นอนการประนี่ประนอมยิ่งยาก

จากนั้นอัลลอฮฺได้กล่าวว่า(وَإِنْ تُحْسِنُوا وَتَتَّقُوا)คือหากเจ้าทำดีในการทำอีบาดัตต่อผู้ทรงสร้าง การทำอิบาดัตเสมือนตัวเองเห็นอัลลอฮ์ทั้งๆที่จริงไม่ได้เห็นอัลลอฮฺก็ตาม ,และทำความดีต่อทุกสรรพสิงที่ถูกสร้างโดยทุกรูปแบบ เช่นสร้างประโยชน์ต่อมัคลก อัลลอฮ์ด้วยทรัพย์สิน ด้วยความรู้ ด้วยตำแหน่งหรืออื่นๆ  อัลลอฮ์ตรัสว่า (وَتَتَّقُوا)และเจ้าจงยำเกรงด้วยการกระทำทุกสิ่งที่อัลลอฮฺสั่งและละทิ้งทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม เพราะการกระทำนั้นแท้จริงอัลลอฮฺทรงตรัสว่า.(فَإِنَّ اللَّهَ كَانَ بِمَا تَعْمَلُونَ خَبِيرًا)แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน คืออัลลอฮ์ทรงรอบรู้ทุกอย่างไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นที่ซ่อนเร้นหรือเป็นสิ่งที่กระจาง และอัลลอฮ์จะทรงคุ้มครองพวกเจ้าและจะทรงตอบแทนพวกเจ้าด้วยการตอบแทนอย่างเหมาะสม

وَلَن تَسْتَطِيعُوا أَن تَعْدِلُوا بَيْنَ النِّسَاءِ وَلَوْ حَرَصْتُمْ فَلَا تَمِيلُوا كُلَّ الْمَيْلِ فَتَذَرُوهَا كَالْمُعَلَّقَةِ وَإِن تُصْلِحُوا وَتَتَّقُوا فَإِنَّ اللَّهَ كَانَ غَفُورًا رَّحِيمًا ( 129 )

และพวกเจ้าไม่สามารถที่จะให้ความยุติธรรมในระหว่างบรรดาหญิง ได้เลย และแม้ว่าพวกเจ้าจะมีความปรารถนาอันแรงกล้าก็ตาม ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าเอียงไปหมด แล้วพวกเจ้าก็จะปล่อยให้บรรดานาง (ที่ถูกทอดทิ้ง) นั้นประหนึ่งผู้ที่ถูกแขวนไว้ และหากพวกเจ้าประนีประนอมกัน และมีความยำเกรงแล้ว แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ

อายัตนี้อัลลอฮ์ได้บอกว่า บรรดาสามีนั้นไม่สามารถที่จะให้ความยุติธรรมในระหว่างบรรดาหญิงได้เลย เพราะความยุติธรรมนั้นจำเป็นต้องมีความรักที่ให้เท่าเทียมกันระหว่างบรรดาภรรยา และมีความปรารถนาต่อพวกนางอย่างเท่าๆกัน และเอียงจิตใจต่อพวกนางให้เสมอกัน แล้วก็กระทำในสิ่งที่จะเกิดสิ่งนั้นขึ้นมา ..แน่นอนสิ่งที่กล่าวมา (คือความยุติธรรมด้านจิตใจนั้น)เป็นสิ่งที่ยากที่จะกระทำได้. ด้วยเหตุนี้อัลลอฮ์จึงทรงให้อภัยกับสิ่งที่เจ้าไม่สามารถทำได้,และอัลลอฮ์จะไม่ให้อภัยในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำได้ อัลลอฮ์ตรัสว่า (فَلَا تَمِيلُوا كُلَّ الْمَيْلِ فَتَذَرُوهَا كَالْمُعَلَّقَةِ)คือ พวกเจ้าจงอย่าเอียงไปหมด แล้วพวกเจ้าก็จะปล่อยให้บรรดานาง (ที่ถูกทอดทิ้ง) นั้นประหนึ่งผู้ที่ถูกแขวนไว้ คือห้ามเจ้าเอียงจิตใจของเจ้ามากเกินไปจนกระทั้งไม่ปฏิบัตต่อหน้าที่ที่บรรดาภรรยามีสิทธิควรได้ แต่เจ้าจงกระทำการยุติธรรมต่อพวกนางตามความสามารถที่จะทำได้

ดั่งนั้นการเลี้ยงดี การให้เสื้อผ้าอาภร การแบ่งทรัพย์สิน  และอื่นๆ เจ้าจำเป็นที่จะต้องสร้างความยุติธรรมต่อพวกนาง ซี่งแตกต่างกับความรัก การร่วมรักและอื่นๆที่เกี่ยงข้องกับจิตใจ เพราะแท้จริงเมื่อใดที่ภรรยาถูกสามีไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่พวกนางควรได้ ประหนึ่งว่าพวกนางถูกแขวนไว้ เสมือนยังไม่มีสามี ที่กำลังเตรียมตัวที่แต่งงาน หรือเสมือนไม่มีสามีที่จะมาทำหน้าที่ในสิ่งที่พวกนางควรได้

(وَإِن تُصْلِحُوا)และหากพวกเจ้าประนีประนอมกัน ระหว่างภรรยาของพวกเจ้า ด้วยการบังคับตัวของพวกเจ้าเพื่อกระทำในสิ่งที่จิตใจของท่านไม่ปรารถนา โดยคิดเสมอว่านั้นเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อพวกนาง,การประนีประนอมนั้นยังครอบคลุมการประนีประนอมระหว่างเจ้าและคนทั่วไป และยังรวมถึ่งการประนีประนอมระหว่างมนุษย์ดัวยกันที่เกิดพิพากษ์ ระหว่างกัน .ประการเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องค้นหาวิธีการเพื่อให้ได้ซึ่งการประนีประนอมยังถาวร

()และเจ้าจงย่ำเกรงต่ออัลลอฮฺด้วยการกระทำในสิ่งที่อัลลอฮฺใช้ และหลีกเลี่ยงในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม และก็จงอดทดต่อสิ่งต่อสิ่งที่ถูกกำหนด เพราะแท้จริง (فَإِنَّ اللَّهَ كَانَ غَفُورًا رَحِيمًا) อัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ คืออภัยบาปที่เจ้าได้ก่อขึ้นและละเลยหน้าที่ที่วายิบต้องทำ และอัลลอฮฺทรงเมตตาพวกเจ้า ดั่งที่พวกเจ้าอ้อนโยนและเมตตาต่อบรรดาภรรยาของเจ้า

 وَإِنْ يَتَفَرَّقَا يُغْنِ اللَّهُ كُلا مِنْ سَعَتِهِ وَكَانَ اللَّهُ وَاسِعًا حَكِيمًا (130)  .

ความว่าและหากทั้งสองจะแยกกัน อัลลอฮฺก็จะทรงให้ความพอเพียงแก่เขาทั้งหมด จากความมั่งมีของพระองค์ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงปรีชาญาณ

นี้คือปัญหาที่สามที่เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยา  (ซึ่งรูปแบบที่หนึ่งคือสามีไม่ใยดีต่อนาง และสองคือการที่สามีไม่สามารถให้ความยุติธรรมต่อพวกนาง ) ปัญหาทีสามคือ หากว่าสามีไม่สามารถเลี้ยงดูภรรยาได้ ก็ไม่มีปัญหาหากต้องการมีการหย่าร้าง, อัลอฮฺตรัสว่า (وَإِنْ يَتَفَرَّقَا)หากพวกเจ้าแยกกัน ด้ายการหย่า หรือทำการฟัสคุ (الفسخ)*1 หรือ คุลอฺ (الخلع) *2 และอื่นๆ (يُغْنِ اللَّهُ كُلا) อัลลอฮฺก็จะทรงให้ความพอเพียงแก่เขาทั้งหมดทั้งสามีและภรรยา จากความมั่งมีของพระองค์ คือจากความโปรดปรานของอัลลอฮฺเพราะความโปรดปรานของอัลลอฮฺนั้นกว้างและครอบคลุ่ม .ดั่งนั้นทั้งสามีและภรรยาควรได้รับในสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขา .และพวกนางจะความมั่งมี ซึ่งได้มาจากความโปรดปรานของอัลลอฮฺ แม้ว่าพวกเขาจะถูกตัดสิทธิการเลี้ยงดูจากสามีก็ตาม เพราะแท้จริงริสกีของพวกนางนั้นขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺผู้ที่ทรงบริหารริสกีย์ต่อมวลสรรพสิน อัลลอฮ์ผู้ทรงบริหารผลประโยชน์ของพวกเขา (มัคลุก) เป็นไปได้ที่อัลลอฮ์จะประทานสามีให้แก่พวกนางซึ่งอาจจะดีกว่าสามีคนก่อน(وَكَانَ اللَّهُ وَاسِعًا)และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงกว้างขวาง คือ อัลลอฮฺมากด้วยความโปรดปราน กว้างขวางด้วยความเมตตา

และในขณะเดียวกันอัลลอฮฺ (حَكِيمًا)ผู้ทรงปรีชาญาณ คือ อัลลอฮฺประทานให้ด้วยความปรีชาญาณและอัลลอฮฺไม่ประทานให้ ก็ด้วยความปรีชาญาณ

ولكنه مع ذلك () أي: يعطي بحكمة، ويمنع لحكمة. فإذا اقتضت حكمته منع بعض عباده من إحسانه، بسبب من العبد لا يستحق معه الإحسان، حرمه عدلا وحكمة.

 

*1  -ฟัสคุ (الفسخ)  คือ “การทำลายนิติสัมพันธ์สมรส ซึ่งสามีหรือภรรยาจำต้องดำเนินเป็นคดีเพือขาดจากการสมรสโดยวิธีปา ซะคุ”

– สาเหตุที่ทำให้เกิดสิทธิฟัสคุ

(1) ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ

( 2) ขาดคุณสมบัติตามเงื่อนไข  ทั้งฝ่ายชายและฝ่าบหญิงมีสิทธิที่จะกำหนดคุณสมบัติของอีกฝ่ายได้ หากไม่เป็นตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือขาดคุณสมบัติที่กำหนดสามารถทำการฟ้องฟัสคุได้ ท่านนบีได้ว่า

        المسلمون على شروطهم             رواه أبو داود

ความว่า” ชาวมุสลิมจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่พวกเขาได้ตกลงกันไว้ ”  รายงานโดย อบูดาวูด

(3)  สามีไม่สามารถจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือเศาะดาเกาะแก่ภรรยา

*2 คุลอฺ (الخلع)  หมายถึง การถอนและการปลดเปลื้อง สำหรับความหมายทางวิชาการคุลฮ คือ

فرقة بعوض بلفط طلاق او خلع

ซึ่งหมายความว่า “การขาดจากการสมรสโดยมีค่าตอบแทนโดยใช้คำเตาะลากหรือคุลฮฺ”

คุลฮฺเป็นการหย่าหรือเตาะลากที่มีค่าตอบแทน เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง.

-องค์ประกอบ( รุกน) ของคุลฮฺ มีค่ตอบแทนมี 4 ประการ คือ

(1) ศีเฆาะฮฺ คือการเสนอและการสนองในการหย่าโดยมีค่าตอบแทน

( 2) สามีผู้จะทำการหย่าโดยมีค่าตอบแทนจะต้องมีคุณสมบัติของสามีผู้ที่สามารถจะทำการหย่าได้

(3) ผู้รับภาระจ่ายค่าตอบแทน ซึ่งอาจเป็นภริยาเองหรือบุคคลอื่นก็ได้ที่เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ และมิได้เป็นบุคคลผู้เสมือนไร้ความสามารถ

– ผลของคุลฮฺ (การหย่าที่มีค่าตอบแทน) มีผลดั้งนี้

ก. คุลฮฺที่สมบูรณ์จะทำให้การเป็นสามีภรรยาสิ้นสุดลง

ข. คุลฮฺนั้นทำให้ทุกกรณีไม่ว่าในช่วงที่ภรรยามีประจำเดือนหรือช่วงปลอดประจำเดือนทีได้ร่วมประเวณีแล้วก็ตาม ผิดกับเตาะลาก.

ค. สามีไม่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูในช่วงที่ภรรยาอยู่ในอิดดะฮฺเว้นแต่ภรรยามีครรภ์ สำหรับที่อยู่อาศัยนั้นสามีต้องรับผิดชอบอยู่.

ง.  หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตอีกฝ่ายไม่มีสิทธิรับมรดก แม้จะอยู่ในอิดดะฮฺ.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s