ตัฟซีร สิทธิที่จะได้สวรรค์ไม่ใช่ด้วยการเพ้อฝัน استحقاق بالجنة ليست بالأماني

لَّيْسَ بِأَمَانِيِّكُمْ وَلَا أَمَانِيِّ أَهْلِ الْكِتَابِ مَن يَعْمَلْ سُوءًا يُجْزَ بِهِ وَلَا يَجِدْ لَهُ مِن دُونِ اللَّهِ وَلِيًّا وَلَا نَصِيرًا ( 123 )

มิใช่ความเพ้อฝันของพวกเจ้า และมิใช่ความเพ้อฝันของผู้ที่ได้รับคัมภีร์ ผู้ใดที่กระทำชั่วเขาก็ถูกตอบแทนด้วยความชั่วนั้นและเขาจะไม่พบผู้คุ้มครอง และผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับเขาอื่นจากอัลลอฮฺ

وَمَن يَعْمَلْ مِنَ الصَّالِحَاتِ مِن ذَكَرٍ أَوْ أُنثَىٰ وَهُوَ مُؤْمِنٌ فَأُولَٰئِكَ يَدْخُلُونَ الْجَنَّةَ وَلَا يُظْلَمُونَ نَقِيرًا ( 124 )

และผู้ใดกระทำในส่วนที่เป็นสิ่งดีงามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม ในฐานะที่เขาเป็นผู้ศรัทธาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้จะได้เข้าสวรรค์ และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแม้เท่ารูเล็ก ๆ ที่อยู่บนหลังเมล็ดอินทผาลัม

وَمَنْ أَحْسَنُ دِينًا مِّمَّنْ أَسْلَمَ وَجْهَهُ لِلَّهِ وَهُوَ مُحْسِنٌ وَاتَّبَعَ مِلَّةَ إِبْرَاهِيمَ حَنِيفًا وَاتَّخَذَ اللَّهُ إِبْرَاهِيمَ خَلِيلًا ( 125 )

และผู้ใดเล่าจะมีศาสนา ดียิ่งไปกว่าผู้ที่มอบใบหน้าของเขาให้แก่อัลลอฮฺ และขณะเดียวกันเขาก็เป็นผู้กระทำดี และปฏิบัติตามแนวทางของอิบรอฮ๊ม ผู้ใฝ่หาความจริง และอัลลอฮฺ ได้ถือเอาอิบรอฮีมเป็นสหาย

وَلِلَّهِ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الْأَرْضِ وَكَانَ اللَّهُ بِكُلِّ شَيْءٍ مُّحِيطًا ( 126 )

และสิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นทรงล้อมทุกสิ่งทุกอย่างไว้

لَّيْسَ بِأَمَانِيِّكُمْ وَلَا أَمَانِيِّ أَهْلِ الْكِتَابِ مَن يَعْمَلْ سُوءًا يُجْزَ بِهِ وَلَا يَجِدْ لَهُ مِن دُونِ اللَّهِ وَلِيًّا وَلَا نَصِيرًا ( 123 )

มิใช่ความเพ้อฝันของพวกเจ้า และมิใช่ความเพ้อฝันของผู้ที่ได้รับคัมภีร์ ผู้ใดที่กระทำชั่วเขาก็ถูกตอบแทนด้วยความชั่วนั้นและเขาจะไม่พบผู้คุ้มครอง และผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับเขาอื่นจากอัลลอฮฺ

เชื่อมโยงอายัต123 กับอายัตก่อนหน้า 121

อายัตก่อนหน้า ได้กล่าวถึง การหลอกลวงของซัญฏอนมารร้ายด้วยการให้สัญญาอันเป็นเท็จกับผู้ที่เชื่อฟังเขา และสร้างความเพ้อฝันให้กับคนเหล่านั้น และในความเพ้อฝันเหล่านั้นก็รวมถึงความเพ้อฝันของบรรดาชาวอะห์ลุลกีตาบ ยิวและคริสต์(ของอายัตนี้ ) ที่ต่างอ้างถึงความชอบธรรมที่พวกเขาควรได้ คือความโปรดปรานของอัลลอฮ์และศาสนาที่อัลลอฮ์ทรงพอประทัย และสวรรค์เป็นกรรมสิทธิของพวกเขา ทั้งๆที่ความศรัทธาพวกเขาเหล่านั้น เป็นความศรัทธาที่ปราศจากความถูกต้องและปราศจากอามัยที่ศอแหละ

สาเหตุประทานอายัต 

ท่านมัสรูกและกอตาดะห์กล่าวว่า บรรดาชาวมุสลีมีนและพวกอะห์ลุลกีตาบ(ยิวและคริสต์)ต่างเถียงกันพร้อมอ้างเหตุผลกันและกัน.ชาวอะห์ลุลกีตาบกล่าว พวกเราเป็นกลุ่มชนที่ได้รับทางนำเหนือกว่าพวกเจ้า นบีของพวกเราก็เป็นนบีก่อนนบีพวกเจ้า .กีตาบของเราก็ประทานลงมาก่อนกีตาบของพวกเจ้า พวกเราสมควรเป็นชนที่อัลลอฮ์โปรดปรานมากกว่าพวกเจ้า ..
บรรดาชาวมุสลิมีนก็กล่าวตอบไปว่า . พวกเราเป็นกลุ่มชนที่ได้รับทางนำเหนือกว่าพวกเจ้าและเป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮ์โปรดปรานมากกว่าพวกเจ้า นบีของเราเป็นนบีคนสุดท้าย ซึ่งเป็นนบีที่ปิดฉากของตำแหน่งนบี (และจะไม่มีนบีหลังจากนบีเรา )ส่วนกีตาบของพวกเรานั้นครอบคลุมทั้งกีตาบก่อนหน้า .ด้วยเหตุนี้อัลลอฮ์จึงประทานอายัตนี้
จากนั้น เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างคำอ้างอิงของบรรดามุสลิมีนต่อคำอ้างของบรรดาที่อ้างตนเป็นชาวศาสนา ด้วยอายัตที่ว่า
وَمَن يَعْمَلْ مِنَ الصَّالِحَاتِ مِن ذَكَرٍ أَوْ أُنثَىٰ وَهُوَ مُؤْمِنٌ فَأُولَٰئِكَ يَدْخُلُونَ الْجَنَّةَ وَلَا يُظْلَمُونَ نَقِيرًا ( 124 )

และผู้ใดกระทำในส่วนที่เป็นสิ่งดีงามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม ในฐานะที่เขาเป็นผู้ศรัทธาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้จะได้เข้าสวรรค์ และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแม้เท่ารูเล็ก ๆ ที่อยู่บนหลังเมล็ดอินทผาลัม
และด้วยอายัตทีว่า
وَمَنْ أَحْسَنُ دِينًا مِّمَّنْ أَسْلَمَ وَجْهَهُ لِلَّهِ وَهُوَ مُحْسِنٌ وَاتَّبَعَ مِلَّةَ إِبْرَاهِيمَ حَنِيفًا وَاتَّخَذَ اللَّهُ إِبْرَاهِيمَ خَلِيلًا ( 125 )

และผู้ใดเล่าจะมีศาสนา ดียิ่งไปกว่าผู้ที่มอบใบหน้าของเขาให้แก่อัลลอฮฺ และขณะเดียวกันเขาก็เป็นผู้กระทำดี และปฏิบัติตามแนวทางของอิบรอฮ๊ม ผู้ใฝ่หาความจริง และอัลลอฮฺ ได้ถือเอาอิบรอฮีมเป็นสหาย
หมายเหตุ. สองอายัตนี้เป็นข้อชี้ขาดว่า ผู้ทีจะได้เข้าสวรรค์นั้น จะต้องเป็นผู้ที่ อามัลตนที่ดี ในขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ แม่ว่าเขจะเป็นมุสลิมก็ตามหากเขาไม่ได้อามันที่ซอและห์แล้ว แน่นอนสวรรค์ก็ไม่ใช่สำหรับเรา

أي: ( لَيْسَ ) الأمر والنجاة والتزكية ( بِأَمَانِيِّكُمْ وَلا أَمَانِيِّ أَهْلِ الْكِتَابِ ) والأماني: أحاديث النفس المجردة عن العمل، المقترن بها دعوى مجردة لو عورضت بمثلها لكانت من جنسها. وهذا عامّ في كل أمر، فكيف بأمر الإيمان والسعادة الأبدية؟!

คือความสำเร็จและความบริสุทธิ์นั้น(มิใช่ความเพ้อฝันของพวกเจ้า และมิใช่ความเพ้อฝันของผู้ที่ได้รับคัมภีร์) และความเพ้อฝันนั้น คือ การกระซิปของจิตใจโดยปราศจากการกระทำ  การเพ้อฝันนั้นควบคู่กับการกล่าวอ้างโดยปราศจากการกระทำ และถ้าหากผู้ใดได้มีความคิดแบบนี้(คือเพ้อต่อสิ่งหนึ่งว่าจะได้มาและปราศจากการกระทำ )แน่นอนเขาก็ไม่ต่างกับพวกที่ได้รับคัมภีร์ (ยิวและคริสต์ที่เพ้อเรื่องสวรรค์) เพราะอายัตนี้ครอบคลุมในทุกๆเรื่อง .ไฉนเหล่าในเรื่องอิมานความศรัทธา และความสุขที่ถาวร (เป็นไปไม่ได้ที่พอเพียงแค่เพ้อฝันเท่านั้น)

فإن أماني أهل الكتاب قد أخبر الله بها أنهم قالوا:   لَنْ يَدْخُلَ الْجَنَّةَ إِلا مَنْ كَانَ هُودًا أَوْ نَصَارَى تِلْكَ أَمَانِيُّهُمْ   وغيرهم ممن ليس ينتسب لكتاب ولا رسول من باب أولى وأحرى.

เพราะแต่จริงความเพ้อฝันของบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้น..อัลลอฮ์ได้ตรัสในองค์การหนึ่งถึงลักษณะของพวกเขา พวกเขาได้กล่าวว่า..( ไม่มีใครที่จะได้เข้าสวรรค์ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะเป็นยิวหรือคริสเตียน นี่คือความหวังอันเลื่อนลอยของพวกเขา)- ซูเราะห์อัลบากอรอฮฺ อายัต111 –  และผู้ที่นอกเหนือจากพวกเขาที่ไม่ได้ชื่อว่า..ผู้ที่ได้รับคัมภีร์  และไม่ได้ศรัทธาต่อรอซูลแน่นอนพวกนี้ก็ยิ่งไม่ควรเพ้อฝันที่จะได้เข้าสวรรค์เลย

وكذلك أدخل الله في ذلك من ينتسب إلى الإسلام لكمال العدل والإنصاف، فإن مجرد الانتساب إلى أي دين كان، لا يفيد شيئا إن لم يأت الإنسان ببرهان على صحة دعواه، فالأعمال تصدق الدعوى أو تكذبها ولهذا قال تعالى: ( مَنْ يَعْمَلْ سُوءًا يُجْزَ بِهِ ) وهذا شامل لجميع العاملين، لأن السوء شامل لأي ذنب كان  من صغائر الذنوب وكبائرها، وشامل أيضا لكل جزاء قليل أو كثير، دنيوي أو أخروي.

เช่นเดียวกันเพื่อบ่งบอกถึงความยุติธรรมของอัลลอฮ์ ซูบหานาฮูวาตาอาลา อายัตนี้..ยังหมายรวมถึงผู้ที่อ้างตนว่าอิสลาม  แต่เป็นเพียงคำอ้างเท่านั้น แต่ไม่มีหลังฐานที่ชัดเจนกับคำอ้างของเขา อาทิเช่น(อ้างตนว่ามุสลิมแต่ไม่ปฏิบัติตามอิสลาม) เพราะแท้จริงการงานนั้นเป็นพยานที่จะยืนยั่นถึงข้ออ้างหรือปฏิเสธในคำอ้างของคนๆหนึ่ง เหตุนี้อัลลอฮ์ได้ตรัสซึ่งมีใจความว่า (ผู้ใดที่กระทำชั่วเขาก็ถูกตอบแทนด้วยความชั่วนั้น)นี้แหละที่ครอบคลุมผู้ปฏิบัตตนทุกคน.เพราะบาปนั้นครอบคลุมทั้งบาปเล็บและบาปใหญ่ เช่นเดียวกันครอบคลุมทุกการตอบแทนที่เล็กน้อยหรือมาก ตอบแทนในโลกดุนยาและอาคีรัต

والناس في هذا المقام درجات لا يعلمها إلا الله، فمستقل ومستكثر، فمن كان عمله كله سوءا وذلك لا يكون إلا كافرا. فإذا مات من دون توبة جوزي بالخلود في العذاب الأليم.

มนุษย์นั้นมีหลายระดับที่ไม่มีใครรับรู้ได้นอกจากอัลลอฮ์(ซุบฮานาหุวาตาลา)มีผู้ทำการงานน้อยและทำการงานมาก .หากการกระทำของเขาผู้ใดมีแต่สิ่งที่ชั่ว แน่นอนเขาผู้นั้นไม่ใช่อื่นนอกจากคนกาฟีร .เมื่อใดที่เขาตายขณะที่เขายังไม่ทำการเตาบัต ก็สมควรสำหรับเขา นรกซึ่งที่เป็นสถานที่ถาวรสำหรับเขา

ومن كان عمله صالحا، وهو مستقيم في غالب أحواله، وإنما يصدر منه بعض الأحيان بعض الذنوب الصغار فما يصيبه من الهم والغم والأذى و [بعض] الآلام في بدنه  أو قلبه أو حبيبه أو ماله ونحو ذلك – فإنها مكفرات للذنوب، وهي مما يجزى به على عمله، قيضها الله لطفا بعباده، وبين هذين الحالين مراتب كثيرة.

 และผู้ไดกระทำอามัลที่ศอและห์(ดี)และเขายึดมั่นบนสิ่งนั้นเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งเขาอาจจะก่อบาปเล็ก แน่นอนเขาจะไม่ประสบถึ่งความกังวลและความเศร้าโศกและอันตราย และเขาไม่ประสบถึง ความเจ็บป่วยทางร่างกายหรือทางจิตใจหรือต่อผู้ที่เขารักแม้กระทั้งทรัพย์สินของเขา เพราะได้รับการอภัยบาป  และจากสิ่งตอบแทนเขาสำหรับการทำงานของเขา  อัลลอฮ์ทรงตอบรับเพราะพระองค์เป็นผู้ที่เมตตาต่อปวงบ่าวของพระองค์

وهذا الجزاء على عمل السوء العام مخصوص في غير التائبين، فإن التائب من الذنب كمن لا ذنب له، كما دلت على ذلك النصوص.

และนี้คือผลตอบแทนต่อผู้ที่กระทำชั่วเป็นหลักโดยปราศจากการเตาบัต .แต่หากเขาเตาบัตจากบาปที่กระทำแน่นอนเขาก็เสมือนผู้ที่ไม่เคยทำบาป อย่างที่ได้ประจักรจากตัวบท

وقوله: ( وَلا يَجِدْ لَهُ مِنْ دُونِ اللَّهِ وَلِيًّا وَلا نَصِيرًا ) لإزالة بعض ما لعله يتوهم أن من استحق المجازاة على عمله قد يكون له ولي أو ناصر أو شافع يدفع عنه ما استحقه، فأخبر تعالى بانتفاء ذلك، فليس له ولي يحصل له المطلوب، ولا نصير يدفع عنه المرهوب، إلا ربه ومليكه.

และอัลลอฮ์ตรัสใจความว่า (และเขาจะไม่พบผู้คุ้มครอง และผู้ช่วยเหลือใดๆ สำหรับเขาอื่นจากอัลลอฮ์) เป็นคำตรัสที่จะช่วยให้หายข้อข้องใจว่า ผู้ที่มีสิทธิได้รับผลตอบแทนกับการงานที่ทำนั้น จะต้องมีผู้ที่คุ้มครองและผู้ที่คอยช่วยเหลือเพื่อสามารถให้เขาได้รับสิทธินั้น  อัลลอฮ์จึงประกาศเพื่อให้หายข้อสงสัย .เพราะไม่มีผู้คุ้มครองคนใหนที่สามารถให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้ และไม่มีผู้คอยที่ช่วยเหลือปกป้องเขาสิ่งหวาดกลัวได้ นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้นที่คุ้มครองและบริหารทุกอย่าง

( وَمَنْ يَعْمَلْ مِنَ الصَّالِحَاتِ ) دخل في ذلك سائر الأعمال القلبية والبدنية، ودخل أيضا كل عامل من إنس أو جن، صغير أو كبير، ذكر أو أنثى. ولهذا قال: ( مِنْ ذَكَرٍ أَوْ أُنْثَى وَهُوَ مُؤْمِنٌ ) وهذا شرط لجميع الأعمال، لا تكون صالحة ولا تقبل ولا يترتب عليها الثواب ولا يندفع بها العقاب إلا بالإيمان.

อัลลอฮ์ตรัสที่มีใจความว่า(และผู้ใดกระทำในส่วนที่เป็นสิ่งดีงามทั้งหลาย)รวมถึงทุกการงานที่ออกมาจากใจหรือร่างกาย. และก็ยังรามถึงการกระทำที่กระทำโดยมนุษย์และญิน เด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้ชายหรือผู้หญิง  เหตุที่ว่าอัลลอฮ์ได้ตรัสซึ่งมีใจความว่า(ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม ในฐานะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา) นี้คือเงื่อนไขของทุกการงาน จะไม่เป็นอามัลนั้นศอและห์ และจะไม่ถูกตอบรับโดยอัลลอฮฺ และจะได้รับผลบุญที่มากมาย อีกทั้งยังไม่สามารถปกป้องจากโทษในวันกียามัตได้ นอกจากการกระทำเหล่านั้นมาจากความศรัทธาที่แท้จริง

فالأعمال بدون الإيمان كأغصان شجرة قطع أصلها وكبناء بني على موج الماء، فالإيمان هو الأصل والأساس والقاعدة التي يبنى عليه كل شيء، وهذا القيد ينبغي التفطن له في كل عمل أطلق، فإنه مقيد به.

แน่แท้การงานที่ปราศจากความศรัทธานั้นก็ไม่ต่างกับกิ้งไม่ที่ถูกถอนราก หรืออาคารที่ปลูกบนคลื่นน้ำ .อีมานหรือความศรัทธานั้นคือรากฐาน หรือเสาหลักสำหรับทุกการกระทำ .เพราะโดยหลักแล้วอีมานนั้นคือเงื่อนไขที่จำเป็นต่อทุกการกระทำ

 ( فَأُولَئِكَ ) أي: الذين جمعوا بين الإيمان والعمل الصالح ( يَدْخُلُونَ الْجَنَّةَ ) المشتملة على ما تشتهي الأنفس وتلذ الأعين ( وَلا يُظْلَمُونَ نَقِيرًا ) أي: لا قليلا ولا كثيرا مما عملوه من الخير، بل يجدونه كاملا موفرا، مضاعفا أضعافا كثيرة

อัลลอฮฺตรัสที่มีใจความว่า (ชนเหล่านี้) คือผู้ผสมผสานกันระหว่างความศรัทธาและการกระทำที่ดี อัลลอฮฺตรัสใจความว่า (จะได้เข้าสวรรค์)ซึ่งเป็นสิ่งที่จิตใจปราถนาและสุขใจเมือได้เห็น .อัลลอฮ์ตรัสใจความว่า (และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแม้เท่ารูเล็กๆ)คือจะไม่ถูกอธรรมแม้การกระทำเพียงเล็กน้อยหรือกระทำที่ใหญ่โต้ จากการกระทำที่ดี .แต่เขาจะได้รับครบสมบูรณ์ และยังได้รับผลบุญที่ทวีคูณ

 وَمَنْ أَحْسَنُ دِينًا مِمَّنْ أَسْلَمَ وَجْهَهُ لِلَّهِ وَهُوَ مُحْسِنٌ وَاتَّبَعَ مِلَّةَ إِبْرَاهِيمَ حَنِيفًا وَاتَّخَذَ اللَّهُ إِبْرَاهِيمَ خَلِيلا (125)   .

อัลลอฮ์ได้ตรัสมีใจความว่า (และผู้ใดเล่าจะมีศาสนาดียิ่งไปกว่าผู้ที่มอบใบหน้าของเขาให้แก่อัลลอฮ์ และขณะเดียวกันเขาก็เป็นผู้กระทำดี และปฏิบัติตามแนวทางของอิบรอฮีม ผู้ใฝ่หาความจริง และอัลลอฮ์ได้ถือเอาอิบรอฮีมเป็นสหาย)

أي: لا أحد أحسن من دين من جمع بين الإخلاص للمعبود، وهو إسلام الوجه لله الدال على استسلام القلب وتوجهه وإنابته وإخلاصه، وتوجه الوجه وسائر الأعضاء لله.

คือศาสนาของคนคนหนึ่งนั้นยังไม่ดี  นอกเสียจากเขามีจิตใจที่บริสุทธิ์ต่อสิ่งที่เขาศรัทธา คือการมอบหมายทุกอย่างเพื่ออัลลอฮฺ ความคู่กับการทำเพื่ออัลลอฮฺ มอบหมายทุกอย่างให้อัลลอฮฺและบริสุทธิ์เพื่ออัลลอฮ์เท่านั้น และหันสู่อัลลอฮฺตั้งใบหน้าและทุกการกระทำ (ทุกอิริยาบถของชีวิตเพื่ออัลลอฮฺ)

( وَهُوَ ) مع هذا الإخلاص والاستسلام ( مُحْسِنٌ ) أي: متبع لشريعة الله التي أرسل بها رسله، وأنزل كتبه، وجعلها طريقا لخواص خلقه وأتباعهم.

อัลลอฮ์ตรัสใจความว่า(และขณะเดียวกันเขา)กระทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์และมอบหมายการงานเพื่ออัลลอฮ์ อัลลอฮฺตรัสว่า (ผู้กระทำดี ) คือเขาทำตามแบบอย่างที่อัลลอฮ์ได้บันญัติไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อัลลอฮ์ได้ส่งมาพร้อมศาสนฑูต ได้ประทานคัมภีร์  และบทบัญญัตนั้นเป็นหนทางสำหรับบ่าวของพระองค์และผู้ที่ติดตามศาสนฑูตของพระองค์

( وَاتَّبَعَ مِلَّةَ إِبْرَاهِيمَ ) أي: دينه وشرعه ( حَنِيفًا ) أي: مائلا عن الشرك إلى التوحيد، وعن التوجه للخلق إلى الإقبال على الخالق، ( وَاتَّخَذَ اللَّهُ إِبْرَاهِيمَ خَلِيلا ) والخُلة أعلى أنواع المحبة، وهذه المرتبة حصلت للخليلين محمد وإبراهيم عليهما الصلاة والسلام، وأما المحبة من الله فهي لعموم المؤمنين، وإنما اتخذ الله إبراهيم خليلا لأنه وفَّى بما أُمر به وقام بما ابْتُلي به، فجعله الله إماما للناس، واتخذه خليلا ونوه بذكره في العالمين.

อัลลอฮ์ได้ตรัสใจความว่า (และปฏิบัติตามแนวทางของอิบรอฮีม)คือปฏิบัติตามแนวทางศาสนาและทุกบทบัญญัติ (حَنِيفًا  ผู้ใฝ่หาความจริง)คือหันหลังให้กับชีรีกสู่เอกภาพแห่งอัลลอฮ์

 وَلِلَّهِ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الأَرْضِ وَكَانَ اللَّهُ بِكُلِّ شَيْءٍ مُحِيطًا (126)   .

ใจความว่า(และสิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นทรงล้อมทุกสิ่งทุกอย่างไว้)

وهذه الآية الكريمة فيها بيان إحاطة الله تعالى بجميع الأشياء، فأخبر أن له ( مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الأرْضِ ) أي: الجميع ملكه وعبيده، فهم المملوكون وهو المالك المتفرد بتدبيرهم، وقد أحاط علمه بجميع المعلومات، وبصره بجميع المبصرات، وسمعه بجميع المسموعات، ونفذت مشيئته وقدرته بجميع الموجودات، ووسعت رحمته أهل الأرض والسماوات، وقهر بعزه وقهره كل مخلوق، ودانت له جميع الأشياء.

อายัตนี้ได้บรรยายถึงความรู้อัลลอฮฺนั้นลอมรอบ(รอบรู้)ทุกสิ่ง.เลยได้บอกถึ่งว่าแท้จริงแล้วสำหรับอัลลอฮฺนั้น (และสิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้น)คือ. ทุกสรรพสิ่งนั้นเป็นกรรมสิทธ์ของอัลลอฮฺและเป็นทาสของพระองค์.และทุกสิ่งนั้นอยู่เป็นสิ่งที่ถูกครอบครอง และอัลลอฮฺเป็นเจ้าแห่งสิ่งเหล่าเพียงผู้เดียว ด้วยการปกครองและบริหาร . และความรู้ของพระองค์นั้นครอบคลุมในทุกข้อมูล และอัลลอฮ์ก็ทรงเห็นในทุกสิ่งที่เห็น และได้ฟังต่อทุกสิ่งที่ถูกฟัง ความประสงค์และความสามารถของอัลลอฮ์นั้นปกคลุมทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ และแน่นอนความเมตตาแห่งเอกองค์อัลลอฮฺกว้างใหญ่ครอบคลุมทั้งบรรดาผู่ที่อยู่บนดินและบนฟ้า อัลลอฮฺเป็นผู้เหนือและยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งที่ถูกสร้าง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s