ผดุงความยุติธรรม القضاء بالعدل

สาเหตุประทานอายัต(พิมพ์ผิดขอมาอัฟด้วย เพราะยังไม่ได้ตรวจสอบอีกครั้ง)

อายัตที่ ถึง ทั้งหมดถูกประทานลงมานั้น ในเรื่องราวเดียวกัน นั้นก็เกียวกับชายผู้หนึ่งชาวอันศอร ซึ่งนามว่า ฏัวะอ์มะห์ บิน อุบัยริก จากเผ่าบนี ซอฟริน บิน อัลหะริษ เขาได้โขมยเลื้อเกราะของเพื่อนบ้าน นามว่า กอตาดะห์ บินนัวอํมาน และก็ในประเป่าของเสื้อเกราะนั้นบรรจแป้ง แป้งดังกล่าวกลายเป็นร่องรอยในการติดตามเพราะเสื้อเกราะมีช่องโหว่ จนกระทั่งถึงบ้านที่มีร่องรอยของแป้ง จากนั้นฏัวอะมะห์ได้ซ่อนเสื้อเกราะนั้นในบ้านของชายชาวยิวมีนามว่า ซัยดฺ บิน อัสซัมซ์ และแล้วก็ตรวจค้นเลื้อเกราะที่ฏัวอฺมะห์แต่ไม่พบ ฏัวอฺมะห์เลยทำการสาบานต่อหน้าพวกเขา ว่า ฉันไม่ได้เอามัน และฉันก็ไม่รับรู้เรื่องอะไรเลย.แต่เจ้าของเสื้อเกราะก็สาบานพร้อมย่ำว่า พวกฉันได้ติดตามร่อยรอยแป้งจนกระทั้งถึงบ้านฏัวอฺ์มะห์แล้วเข้าในบ้านของฏัวอ์มะห์ แท้จริงเราเห็นร่องรอยแป้ง แต่เมือเขาทำการสาบาน พวกเราก็ปล่อยเขาแล้วติดตามร่องรอยแป้งจนกระทั้งถึงบ้านของชาวยิว พวกเราก็เอาเสื้อนั้น ชายชาวยิวกล่าวว่า เสื้อนี้ฏัวอ์มะห์ ได้มอบให้ฉัน และชนชาวยิวก็เป็นพยานรับรู้ในเรื่องนี้ และแล้ว เผ่าซอฟริน ซึ่งเป็นเผ่นของฎัวอ์มะห์ก็เลยกล่าวว่า เรานำเรื่องนี้ไปยังท่านรอซุลลุลอฮ์ ซอลลอฮอาลักหิวาซัลลัม จากนั้นก็เล่าเรื่องราวให้ท่านรับรู้ แล้วขอให้ท่านนบีช่วยโต้เถียงให้คนของตน(คือฏัวอ์มะห์ ) พร้อมกล่าวว่า ถ้าท่านนบีไม่ทำเช่นนั้น (คือเถียงให้ฏัวอ์มะห์)แน่นอนฏัวอ์มะห์ต้องพินาศแน่ และแน่นอน พวกยิวจะต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านนบีก็เกิดความลังเล และจิตใจก็เกือบคล้อยตามข้างฏัวอ์มะห์ พร้อมเอาผิดต่อชายยิวท่านั้น จนกระทั้งอัลลอฮ์ ประทานอายัตลงมา إِنَّا أَنزَلْنَا إِلَيْكَ الْكِتَابَ بِالْحَقِّ لِتَحْكُمَ بَيْنَ النَّاسِ بِمَا أَرَاكَ اللّهُ وَلاَ تَكُن لِّلْخَآئِنِينَ خَصِيمًا
แท้จริง เราได้ให้คัมภีร์ลงมาแก่เจ้าเป็นความจริง เพื่อเจ้าจะได้ตัดสินระหว่างผู้คน ด้วยสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงให้เจ้ารู้เห็น และเจ้าจงอย่าเป็นผู้เถียงแก้ให้แก่ผู้บิดพริ้วทั้งหลาย

คำอธิบายมาจากกีตาบ

(تفسيرالسعدي سورة النساء)

إِنَّا أَنْزَلْنَا إِلَيْكَ الْكِتَابَ بِالْحَقِّ لِتَحْكُمَ بَيْنَ النَّاسِ بِمَا أَرَاكَ اللَّهُ وَلا تَكُنْ لِلْخَائِنِينَ خَصِيمًا (105)  .

يخبر تعالى أنه أنزل على عبده ورسوله الكتاب بالحق، أي: محفوظًا في إنزاله من الشياطين، أن يتطرق إليه منهم باطل، بل نزل بالحق، ومشتملا أيضا على الحق، فأخباره صدق، وأوامره ونواهيه عدل  وَتَمَّتْ كَلِمَتُ رَبِّكَ صِدْقًا وَعَدْلا  وأخبر أنه أنزله ليحكم بين الناس.

อัลลอฮ์ซุบฮานฮูวะตะอาลา ได้บอกให้รู้ว่าพระองค์ได้ประทานคัมภีร์แก่บ่าวของพระองค์และศาสนฑูตของพระองค์ด้วยความจริง..คือ การประทานลงมานั้นได้รับการรักษาและคุ้มครองการบรรดาซัยตอน เพื่อหลีกเลียงจากพวกเขา(ชัยตอน)ในสิ่งทีบาติน (ความเท็จ) แต่ได้ถูกประทานด้วยความจริง ครอบคลุมที่อย่างด้วยความจริง สิ่งบอกเล่าทุกอย่างคือความจริง คำสั่งใช้และสั่งห้ามเปียมด้วยความยุติธรรม

}  وَتَمَّتْ كَلِمَتُ رَبِّكَ صِدْقًا وَعَدْلا لاَّ مُبَدِّلِ لِكَلِمَاتِهِ وَهُوَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ   {الأنعام 115

 และถ้อยคำแห่งพระเจ้าของฉันนั้นครบถ้วนแล้ว ซึ่งความสัจจะและความยุติธรรมไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงบรรดาถ้อยคำของพระองค์ได้และพระองค์นั้นคือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ อัลลอฮฺซุบฮานฮูวะตะอาลาได้ให้รับรู้ว่าพระองค์ประทานคำภีย์ลงมานั้นเพื่อใช้ในการตัดสินระหว่างผู้คน

وفي الآية الأخرى:  وَأَنْزَلْنَا إِلَيْكَ الذِّكْرَ لِتُبَيِّنَ لِلنَّاسِ مَا نُزِّلَ إِلَيْهِمْ  .فيحتمل أن هذه الآية في الحكم بين الناس في مسائل النزاع والاختلاف، وتلك في تبيين جميع الدين وأصوله وفروعه، ويحتمل أن الآيتين كلتيهما معناهما واحد، فيكون الحكم بين الناس هنا يشمل الحكم بينهم في الدماء والأعراض والأموال وسائر الحقوق وفي العقائد وفي جميع مسائل الأحكام.

จากอายัตบทอื่นอัลลอฮซุบฮานฮูวะตะอาลาได้กล่าวว่า

 وَأَنْزَلْنَا إِلَيْكَ الذِّكْرَ لِتُبَيِّنَ لِلنَّاسِ مَا نُزِّلَ إِلَيْهِمْ وَلَعَلَّهُمْ يَتَفَكَّرُونَ (44)  سورة النحل

และเราได้ให้อัลกุรอานแก่เจ้าเพื่อเจ้าจะได้ชี้แจง (ให้กระจ่าง) แก่มนุษย์ซึ่งสิ่งที่ได้ถูกประทานมา  แก่พวกเขาและเพื่อพวกเขาจะได้ไตร่ตรอง  (ซูเราะฮฺ อันนะฮลฺ  :   ๔๔)เป็นไปได้อายัตนี้เป็นการตัดสินระหว่างผู้คนในกรณีเกิดการถกเถียงและการพิพากษ์ระหว่างกัน ,และกุรอานได้ให้ความกระจางในทุกเรื่องของศาสนาไม่ว่าด้านหลักศรัทธาและทางฟิกฮฺ . และอาจเป็นไปได้เช่นกันที่ว่าสองอายัตนี้จะมีความหมายเดียวกัน  ดั่งนั้นการตัดสินระหว่างผู้คนนั้นครอบคลุมในเรื่องการหลังเลือดเกียติทรัพย์สินตลอดจนสิทธิของเพื่อนมนุษย์และยังครอบคลุมในเรืองหลักศรัทธาและบทบัญญัติทุกอย่าง

وقوله: ( بِمَا أَرَاكَ اللَّهُ ) أي: لا بهواك بل بما علَّمك الله وألهمك، كقوله تعالى:  وَمَا يَنْطِقُ عَنِ الْهَوَى * إِنْ هُوَ إِلا وَحْيٌ يُوحَى  وفي هذا دليل على عصمته صلى الله عليه وسلم فيما يُبَلِّغ عن الله من جميع الأحكام  < 1-200 >  وغيرها، وأنه يشترط في الحاكم  العلم والعدل لقوله: ( بِمَا أَرَاكَ اللَّهُ ) ولم يقل: بما رأيت. ورتب أيضا الحكم بين الناس على معرفة الكتاب، ولما أمر الله بالحكم بين الناس المتضمن للعدل والقسط نهاه عن الجور والظلم الذي هو ضد العدل فقال: ( وَلا تَكُنْ لِلْخَائِنِينَ خَصِيمًا ) أي: لا تخاصم عن مَن عرفت خيانته، من مدع ما ليس له، أو منكرٍ حقا عليه، سواء علم ذلك أو ظنه. ففي هذا دليل على تحريم الخصومة في باطل، والنيابة عن المبطل في الخصومات الدينية والحقوق الدنيوية.

ويدل مفهوم الآية على جواز الدخول في نيابة الخصومة لمن لم يعرف منه ظلم.

 อัลลอฮฺซุบฮานฮูวะตะอาลาไดตรัสว่า (بِمَا أَرَاكَ اللَّهُ)แปลว่า ด้วยสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานให้เจ้ารับรู้   ความว่า ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ของเจ้าแต่ด้วยที่สิ่งอัลลอฮ์ได้ให้เจ้ารับรู้และได้วะหฺญูแก่เจ้า .ดั่งที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า ( وَمَا يَنْطِقُ عَنِ الْهَوَى * إِنْ هُوَ إِلا وَحْيٌ يُوحَى  ) “และเขา (มุหัมมัด) มิได้กล่าวออกมาจากอารมณ์ (ตนเอง)  เว้นแต่มันคือวะหฺยูที่ถูกวิวรณ์แก่เขา”(อัน-นัจญฺมิ : 3-4) .จากตัวบทดั่งกล่าวได้ชี้ให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัมในการเผยแพรสารน์จากอัลลอฮฺ และบทบัญญัติทั้งหมด และอื่นๆ   ดั่งนั้นสำหรับผู้พิพากษ์จำเป็นที่จะต้องมีความรู้และความยุติธรรม อัลลอฮฺได้ตรัสว่า .( وَلا تَكُنْ لِلْخَائِنِينَ خَصِيمًا)และเจ้าจงอย่าเป็ฯผู้เยงแก้ไห้แก่ผู้บิดพลี้วทั้งหลาย, คือ เจ้าอย่าโต้เถียงสำหรับผู้ที่เจ้ารู้ว่าเขาคือผู้ทำลาย ,คือการเรียกร้องในสิ่งที่ไม่ใช้ของตน และปฏิเสธในสิทธิที่พึ่งการกระทำต่อผู้อื่น ..แม้ว่าเจ้าจะรู้ในสิ่งเหล่านั้นและเพียงแค่คาดเดา ..อายัตได้บอกให้รู้ว่า การเถียงให้กับสิ่งที่ผิดนั้นเป็นสิ่งที่หะรอม และหะรอมที่จะเป็นตัวแทนให้กับผู้ทีทำผิดในศาสนาละเมิดสิทธิทางโลก สิ่งที่บ่งบอกจากอายัตนี้คืออนุญาตให้เป็นตัวแทนในการถกเถียงแก้ต่างให้…หากไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นผู้ผิด

وَاسْتَغْفِرِ اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ كَانَ غَفُورًا رَحِيمًا (106)

. และเจ้า จงขอภัยโทษต่ออัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ

)وَاسْتَغْفِرِ اللَّهَ( مما صدر منك إن صدر.

( إِنَّ اللَّهَ كَانَ غَفُورًا رَحِيمًا ) أي: يغفر الذنب العظيم لمن استغفره، وتاب إليه وأناب ويوفقه للعمل الصالح بعد ذلك الموجِب لثوابه وزوال عقابه.

(. และเจ้า จงขอภัยโทษ)ในการกระทำที่เกิดจากเจ้า หากมันเป็นจริง (แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ) คือ..อัลลอฮฺทรงให้อภัยบาปมีใหญ่ล่วง สำหรับผู้ที่ขออภัยโทษต่อพระองค์ และเตาบัตต่อพระองค์พร้อมกับการปฏิบัติอามัลที่ศอลิหหลังจากที่ทำการเตาบัต แน่นอนจะได้รับผลบุญและได้รับการลบล้างโทษที่ทำมา

(وَلا تُجَادِلْ عَنِ الَّذِينَ يَخْتَانُونَ أَنْفُسَهُمْ ) “الاختيان” و “الخيانة” بمعنى الجناية والظلم والإثم، وهذا يشمل النهي عن المجادلة، عن من أذنب وتوجه عليه عقوبة من حد أو تعزير، فإنه لا يجادل عنه بدفع ما صدر منه من الخيانة، أو بدفع ما ترتب على ذلك من العقوبة الشرعية. ( إِنَّ اللَّهَ لا يُحِبُّ مَنْ كَانَ خَوَّانًا أَثِيمًا ) أي: كثير الخيانة والإثم، وإذا انتفى الحب ثبت ضده وهو البُغْض، وهذا كالتعليل، للنهي المتقدم.

( และเจ้าจงอย่าโต้เถียงแทนบรรดาผู้ที่บิดพลิ้วต่อตัวของพวกเขาเอง-หมายถึ่งฏัวะมะฮ์ และพวกของเขา-เลย ) หมายความว่าอาชญากรรม,ความอยุติธรรมและบาป และการห้ามณ.ที่นี้ครอบคลุมการห้ามในการโต้เถียงให้กับผู้ที่กระทำผิดและถูกตัดสินโทษในความผิดของเขา,  แท้จริงไม่อนุญาตให้โต้เถียงให้กับผู้ที่ทำผิดซึ่งการกระทำนั้นเกิดจากเขาเองในข้อหาอาชญากรรม หรือโต้เถียงเพื่อให้รอดพ้นจากโทษทางกฎหมาย (แท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงชอบผู้ที่เคยบิดพริ้ว ที่เคยทำบาป)คือผู้ทีมักจะก่ออาชญากรรมและกระทำบาป .แน่นอนเมื่ออัลออฮ์ไม่ทรงพอใจหรือไม่ชอบในสิ่งนั้นความโกรดกรี้วของอัลลอฮฺก็จะมาแทนที่

ثم ذكر عن هؤلاء الخائنين أنهم ( يَسْتَخْفُونَ مِنَ النَّاسِ وَلا يَسْتَخْفُونَ مِنَ اللَّهِ وَهُوَ مَعَهُمْ إِذْ يُبَيِّتُونَ مَا لا يَرْضَى مِنَ الْقَوْلِ ) وهذا من ضعف الإيمان، ونقصان اليقين، أن تكون مخافة الخلق عندهم أعظم من مخافة الله، فيحرصون بالطرق المباحة والمحرمة على عدم الفضيحة عند الناس، وهم مع ذلك قد بارزوا الله بالعظائم، ولم يبالوا بنظره واطلاعه عليهم.

 จากนั้นอัลลอฮ์ได้ตรัสเกี่ยวกับผู้ที่บิดพรี้ว ซึ่งพวกเหล่านี้มีลักษณะที่ว่า(พวกเขาจะปกปิดให้พ้นจากมนุษย์ได้แต่พวกเขาจะปกปิดให้พ้นจากอัลลอฮฺนั้นไม่ได้ โดยที่พระองค์ร่วมอยู่ด้วยกับพวกเขา(รับรู้ต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ )ขณะที่พวกเขาวางแผนกันเวลากลางคืน ซึ่งคำพูดที่พระองค์ไม่ทรงพอพระทัย นี้เป็นเพราะอีมานที่อ่อนแอ่และไม่มีความมันใจต่อเอกอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นเหตุให้พวกเขาเกรงกลัวต่อมนุษย์ด้วยกันนั้นยิ่งกว่าการเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานฮูวะตะอาลา

وهو معهم بالعلم في جميع أحوالهم، خصوصًا في حال تبييتهم ما لا يرضيه من القول، من تبرئة الجاني، ورمي البريء بالجناية، والسعي في ذلك للرسول صلى الله عليه وسلم ليفعل ما بيتوه.

และอัลลอฮฺซุบฮานฮูวะตะอาลานั้นทรงอยู่ร่วมกับพวกเขาในทุกการงาน(รับรู้ต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ)โดยเฉพาะกับสิ่งที่พวกเจ้าวางแผนในคำพูดที่พระองค์ไม่ทรงพอพระทัย เหตุที่เขาพยายามหาความบริสุทธิ์ให้กับอาชญากร และใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ ด้วยข้อหาดั่งกล่าว .และพยายามในสิ่งนั้นให้ท่านรอซูลเห็นชอบในการกระทำที่พวกเขาวางแผนไว้

فقد جمعوا بين عدة جنايات، ولم يراقبوا رب الأرض والسماوات، المطلع على سرائرهم وضمائرهم، ولهذا توعدهم تعالى بقوله: ( وَكَانَ اللَّهُ بِمَا يَعْمَلُونَ مُحِيطًا ) أي: قد أحاط بذلك علما، ومع هذا لم يعاجلهم بالعقوبة بل استأنى بهم، وعرض عليهم التوبة وحذرهم من الإصرار على ذنبهم الموجب للعقوبة البليغة.

แท้จริงพวกเขารวมวางแผนเพื่อก่ออาชญากรรมทั้งหลาย โดยไม่สนใจพระเจ้าผู้ทรงครอบครองแผ่นดิน และชั้นฟ้า ผู้ทรงรอบรู้ถึงความลับที่พวกเขาปกปิด และรอบรู้ในใจพวกเขา ด้วยเหตุดั่งกล่าว อัลลอฮ์ได้ให้คำสัญญากับพวกเขา (และอัลลอฮฺนั้นทรงล้อมไว้เสมอซึ่งสิ่งที่พวกเขากระทำกัน)นั้นก็คือการล้อมไว้ซึ่งด้วยความรู้ และกระนั้นอัลลอฮ์ก็ไม่ได้ปราบปรามการกระทำของพวกเค้าด้วยการลงโทษ แต่ทรงชี้ทางเลือกให้ ด้วยการเสนอเส้นทางของการเตาบัต และเตือนไม่ให้ยืนยัดกับการกระทำบาป ซึ่งผลตอบแทนกับกระทำเหล่าคือบทลงโทษที่ร้ายแรง

هَا أَنتُمْ هَٰؤُلَاءِ جَادَلْتُمْ عَنْهُمْ فِي الْحَيَاةِ الدُّنْيَا فَمَن يُجَادِلُ اللَّهَ عَنْهُمْ يَوْمَ الْقِيَامَةِ أَم مَّن يَكُونُ عَلَيْهِمْ وَكِيلًا ( 109 )

พึงรู้เถิดว่า พวกเจ้านี้แหละ ได้เถียงแทนพวกเขากันในชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ แล้วใครเล่าที่จะเถียงกับอัลลอฮฺแทนพวกเขาในวันกิยามะฮ์ หรือว่าใครเล่าจะเป็นผู้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษา

أي: هبكم جادلتم عنهم في هذه الحياة الدنيا، ودفع عنهم جدالُكم بعض ما تحذرون  من العار والفضيحة عند الخَلْق، فماذا يغني عنهم وينفعهم؟ ومن يجادل الله عنهم يوم القيامة حين تتوجه عليهم الحجة، وتشهد عليهم ألسنتهم وأيديهم وأرجلهم بما كانوا يعملون؟  يَوْمَئِذٍيُوَفِّيهِمُاللَّهُدِينَهُمُالْحَقَّوَيَعْلَمُونَأَنَّاللَّهَهُوَالْحَقُّالْمُبِينُ  .

คือพวกเจ้านี้แหละ ได้เถียงแทนพวกเขากันในชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกดุนยา และการเถียงของเจ้าได้ปกป้องพวกเขาในความอัปยศที่พวกเขากลัวจะถูกเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะชน ..ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วพวกเขาจะได้ประโยชน์อะไรอีกหรือ? แล้วใครเล่าที่จะเถียงกับอัลลอฮฺแทนพวกเขาในวันกิยามะฮ์ ขณะที่พวกเขาได้เผชิญหน้ากับหลักฐานทีชัดเจน และลิ้นของพวกเขา และมือของพวกเขา และเท้าของพวกเขา จะเป็นพยานปรักปรำพวกเขา ตามที่พวกเขาได้กระทำไว้อัลลอฮ์ได้ตรัสซึ่งมีใจความว่า (วันนั้นอัลลอฮ์จะทรงตอบแทนแก่พวกเขาอย่างครบถ้วน ตามส่วนแห่งการตอบแทนของพวกเขาอย่างแท้จริง และพวกเขาจะรู้ว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้น พระองค์คือผู้ทรงสัจจะ ผู้ทรงเปิดเผย)

فمن يجادل عنهم من يعلم السر وأخفى ومن أقام عليهم من الشهود ما لا يمكن معه الإنكار؟ وفي هذه الآية إرشاد  إلى المقابلة بين ما يتوهم من مصالح الدنيا المترتبة على ترك أوامر الله أو فعل مناهيه، وبين ما يفوت من ثواب الآخرة أو يحصل من عقوباتها.

และผู้ใดเล่าที่จะเถียงให้พวกเขากับผู้ที่รอบรู้ทุกสิ่งที่เร้นลับ.รอบรู้ในสิ่งที่ถูกปกปิด ผู้ที่สามารถยกหลักฐานที่ชัดเจนซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้? และในอายัตนี้บ่งบอกให้รู้ว่า การแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งที่คลุมเคลื่อจากประโยชน์โลกดุนยาที่เต็มไปด้วยการละเมิดในสิ่งที่อัลลอฮฺสั่งใช้และกระทำในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้าม กับการสูญเสียผลบุญในวันอาคีรัตหรืออาจจะได้รับบทลงโทษต่อการกระทำนั้น

فيقول من أمرته نفسه بترك أمر الله ها أنت تركت أمره كسلا وتفريطا فما النفع الذي انتفعت به؟ وماذا فاتك من ثواب الآخرة؟ وماذا ترتب على هذا الترك من الشقاء والحرمان والخيبة والخسران؟

และผู้ที่เป็นเจ้าของแห่งชีวิต กล่าวว่าต่อเจ้าตัว.ที่ละเมิดคำสั่งของอัลลอฮฺ ว่า..นี้เจ้า..เจ้าละทิ้งคำสั่งเพราะความขี้เกียดกระนั้นหรือ และอะไรเล่าที่เจ้าจะได้รับประโยชน์จากมัน(ความขี้ขลาน)และอะไรบ้างที่เจ้าสูญเสียจากผลบุญแห่งอาคีรัต และอะไรบ้างที่จะตามมาจากการละเมิดคำสั่งอัลลอฮฺ นอกจากความเลว ความชั่ว ความผิดหวัง และการสูญเสีย และด้วยเหตุดั่งกล่าว เมื่อไรที่อารมณ์เรียกร้องให้คนผู้นั้นกระทำในสิ่งที่อารมณ์ต้องการต่อสิ่งที่หะรอม(ต้องห้าม) แน่นอนนัฟศูนั้นจะกล่าวแก่เจ้าตัวว่า..ทำในสิ่งที่เจ้าต้องการเสีย เพราะความสุขนั้นมันไม่ยั่งยืนสุดท้ายถึงวันนั้นความกังวลและความทุกข์ก็จะตามมา ….ท้ายสุดก็ต้องสูญเสียผลบุญและได้รับโทษที่กระทำ..ซึ่งแตกต่างกับผู้ที่มีสติปัญญา ซึ่งแตกต่างกับผู้ที่มีสติปัญญา เพราะสติปัญญาจะไม่สั่งใช้ให้ระทำในสิ่งเป็นอันขาด

ثم قال تعالى: ( وَمَنْ يَعْمَلْ سُوءًا أَوْ يَظْلِمْ نَفْسَهُ ثُمَّ يَسْتَغْفِرِ اللَّهَ يَجِدِ اللَّهَ غَفُورًا رَحِيمًا ) أي: من تجرأ على المعاصي واقتحم على الإثم ثم استغفر الله استغفارا تاما يستلزم الإقرار بالذنب والندم عليه والإقلاع والعزم على أن لا يعود. فهذا قد وعده من لا يخلف الميعاد بالمغفرة والرحمة.

อัลลอฮฺได้ตรัสที่มีใจความว่า..(และผู้ใดที่กระทำความชั่วหรืออธรรมแก่ตัวเอง แล้วเขาขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ เขาก็จะพบว่าอัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงอภัยโทษเป็นผู้ทรงเมตตา) คือผู้ใดที่พยายามบทเส้นทางมัวะฮ์ซียัต และชอบกระทำแต่บาป แล้วเขาขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ยอมรับกับบาปที่ได้ทำมา เสียใจในสิ่งนั้น มุ่งมั่นตัวเองไม่ให้หวนกลับในหนทางเก่า ..แน่นอนเขาจะได้รับการอภัยโทษบาปและความเมตตา จากผู้ที่ไม่เคยบิดพลิ้วสัญญา (อัลลอฮฺซุปฮานาหุวาตาอาลา )

فيغفر له ما صدر منه من الذنب، ويزيل عنه ما ترتب عليه من النقص والعيب، ويعيد إليه ما تقدم من الأعمال الصالحة، ويوفقه فيما يستقبله من عمره، ولا يجعل ذنبه حائلا عن توفيقه، لأنه قد غفره، وإذا غفره غفر ما يترتب عليه.

พระองค์จะทรงอภัยบาปที่เขาได้กระทำ..ปัญหาการขาดแคลนและข้อบกพร่องอัลลอฮ์จะทรงให้หมดไป และทรงให้เขาเปลี่ยนการกระทำทีผ่านมาด้วยการปฏิบัตอามัลศอเละห์ และทรงให้เขาได้รับในสิ่งที่เขาควรได้ในชีวิตเขา.และบาปที่เขาได้ทำมานั้นไม่ใช่กำแพงกันจากการได้รับเตาฟิก(ชี้นำ)จากอัลลอฮ์ เพราะเขาไดรับการอภัยจากอัลลอฮฺแล้ว..

واعلم أن عمل السوء عند الإطلاق يشمل سائر المعاصي، الصغيرة والكبيرة، وسمي “سوءًا” لكونه يسوء عامله بعقوبته، ولكونه في نفسه سيئًا غير حسن.

จงรู้เถิดว่า ทุกการกระทำที่ชั่วปกติแล้วจะครอบคลุมทุกการกระทำที่เป็นมะอ์ซ๊ยัติ ทั้งเล็กน้อยหรือมะอ์ซียัตใหญ่ล่วง และที่ได้ชื่อว่า เซาว์อัน เพราะการกระทำนั้นทำให้ผู้กระทำนั้นต้องแย่ลงด้วยบทลงโทษ .และการผู้ทำกระทำนั้นได้รับสิ่งที่ไม่ดีไม่ใช่สิ่งทีดี

وكذلك ظلم النفس عند الإطلاق يشمل ظلمها بالشرك فما دونه. ولكن  < 1-201 >  عند اقتران أحدهما بالآخر قد يفسر كل واحد منهما بما يناسبه، فيفسر عمل السوء هنا بالظلم الذي يسوء الناس، وهو ظلمهم في دمائهم وأموالهم وأعراضهم.

เช่นเดียวกันกับการทำร้ายตัวเอง(ซอลิม)ปกติแล้วครอบคลุมการตั้งภาคี(ซีรก)เท่านั้น โดยไม่ร่วมถึงสิ่งอื่น..แต่เมื่อสองสิ่ง(การกระทำชั่วกับซีริก)รวมกันนั้น ความหมายก็เปลี่ยนไปตามสภาพการณ์ จึ่งให้ความหมายการกระทำชั่ว ณ.ที่นี้คือ การทำร้าย(ซอลิม)ที่กระทำชั่วต่อผู้คน ..เช่นการทำร้ายผู้คนที่ทำให้เกิดการหลั่งเลือด ทำร้านด้านทรัพย์สิน และเกียติยศของเขา

ويفسر ظلم النفس بالظلم والمعاصي التي بين الله وبين عبده، وسمي ظلم النفس “ظلما” لأن نفس العبد ليست ملكا له يتصرف فيها بما يشاء، وإنما هي ملك لله تعالى قد جعلها أمانة عند العبد وأمره أن يقيمها على طريق العدل، بإلزامها للصراط المستقيم علمًا وعملا فيسعى في تعليمها ما أمر به ويسعى في العمل بما يجب، فسعيه في غير هذا الطريق ظلم لنفسه وخيانة وعدول بها عن العدل، الذي ضده الجور والظلم.

บางครั้งก็ให้ความหมายของคำว่า(ซอลิม)ทำร้ายผู้คน ด้วยการซอลิมและทำมะอ์ซียาตต่ออัลลอฮ์และต่อบ่าวของพระองค์ .การทำชั่วต่อผู้คนเรียกว่า ซุลมัน เพราะ เพราะร่างกายของบ่าวผู้หนึ่งนั้นไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาเอง แต่นั้นเป็นกรรมสิทธิของอัลลอฮ์ ซุบฮานาฮุวาตาอาลา .ดั่งนั้นจึงเป็นอามานะห์สำหรับบ่าวของอัลลอฮ์ที่จะต้องนำพาร่างการนั้นไปในหนทางที่ยุติธรรม ด้วยการยึดมั่น บทเส้นทางที่ถูกต้องด้วยความรู้และด้วยการปฏิบัติ  และพยายามที่แสวงหาความรู้ในสิ่งที่ถูกสั่งใช้ และพยายามที่จะปฏิบัติในสิ่งที่ได้วายิบมา .และถ้าการพยายามนั้นในหนทางอื่นจากที่กล่าวมา ก็แปลว่า เขาได้ทำการ(ซอลิม)ทำร้ายตัวเขาเอง และยังเป็นการทำลายและเปลียนชีวิตจากหนทางที่เที่ยงธรรม

وَمَن يَكْسِبْ إِثْمًا فَإِنَّمَا يَكْسِبُهُ عَلَىٰ نَفْسِهِ وَكَانَ اللَّهُ عَلِيمًا حَكِيمًا ( 111 )

ผู้ใดที่แสวงหาบาปกรรมไว้ แท้จริงแล้วเขาแสวงหามันไว้ให้เป็นภัยแก่ตัวของเขาเองเท่านั้น และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ทรงปรีชาญาณ

ثم قال: ( وَمَنْ يَكْسِبْ إِثْمًا فَإِنَّمَا يَكْسِبُهُ عَلَى نَفْسِهِ ) وهذا يشمل كل ما يؤثم من صغير وكبير، فمن كسب سيئة فإن عقوبتها الدنيوية والأخروية على نفسه، لا تتعداها إلى غيرها، كما قال تعالى:  وَلاتَزِرُوَازِرَةٌوِزْرَأُخْرَى  لكن إذا ظهرت السيئات فلم تنكر عمت عقوبتها وشمل إثمها، فلا تخرج أيضا عن حكم هذه الآية الكريمة، لأن من ترك الإنكار الواجب فقد كسب سيئة.

และอัลลอฮ์ได้ตรัสว่า..ซึ่งมีใจความว่า (ผู้ใดที่แสวงหาบาปกรรมไว้ แท้จริงแล้วเขาแสวงหามันไว้ให้เป็นภัยแก่ตัวของเขาเองเท่านั้น ) และนี้ครอบคลุมทุกการกระทำบาปทั้งบาปเล็กและบาปมหันต์ และที่ได้ที่กระทำสิ่งชั่วร้าย แน่แท้เขาจะได้รับบทลงโทษทั้งโลกดุนยาและวันอาคีรัต และบทลงโทษนั้นเฉพาะบาปที่เขากระทำเท่านั้นโดยจะไม่รวมบาทที่ผู้คนกระทำดั่งที่อัลลอฮ์ได้ตรัส ใจความว่า(และผู้ทำบาปหนึ่งย่อมไม่รับผิดชอบบาปของผู้อื่น” อัลอันอาม : 164)แต่ หากว่าเขาได้ประจักษ์ความชั่วต่อหน้าเขาแต่เขาไม่ได้ห้ามปรามความชั่วนั้นแน่นอน บทลงโทษก็จะครอบคลุมถึงเขาด้วย และเขาต้องรับผิดชอบในบาปนั้นด้วย และละเมิด ในการห้ามปรามความชั่วนั้นจึงจัดอยู่ในตัวบทอายัตนี้ด้วย.เพราะที่ผู้ใดละเมิดไม่ห้ามปรามความชั่ว ซึ่งการห้ามปรามเป็นสิ่งที่วายิบ ก็เข้าข่ายการกระทำความผิดเช่นกัน

وفي هذا بيان عدل الله وحكمته، أنه لا يعاقب أحدا بذنب أحد، ولا يعاقب أحدا أكثر من العقوبة الناشئة عن ذنبه، ولهذا قال: ( وَكَانَ اللَّهُ عَلِيمًا حَكِيمًا ) أي: له العلم الكامل والحكمة التامة.

นี้เป็นการบอกถึงความยุติธรรมและฮิกมัต ของอัลลอฮฺ ซุบฮานาฮุวาตาลา พระองค์จะไม่ลงโทดผู้ใดผู้หนี่งด้วยความผิดของอีกคน และพระองค์ทรงไม่ลงโทษผู้ใดผู้หนึ่งเกินกว่าบาปที่เขาก่อขึ้นมา,นี้แหละที่อัลลอฮ์ตรัสที่ มีใจความว่า(และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ทรงปรีชาญาณ)คืออัลลอฮ์รอบรู้ที่ทั่วถึงและมีปรีชาที่สมบุรณ์

ومن علمه وحكمته أنه يعلم الذنب وما صدر منه، والسبب الداعي لفعله، والعقوبة المترتبة على فعله، ويعلم حالة المذنب، أنه إن صدر منه الذنب بغلبة دواعي نفسه الأمارة بالسوء مع إنابته إلى ربه في كثير من أوقاته، أنه سيغفر له ويوفقه للتوبة.

และด้วยความรู้และความปรีชาญาณของพระองค์ พระอ่งค์ทรงรู้ถึงบาปและสิ่งที่ก่อเกิดบาปขึ้นมา. เพราะการเชิญชวนเพื่อการกระทำความผิด และบทลงโทษที่มากมายสำหรับผู้กระทำ .และพระองค์ยังทรงรู้ถึงพฤติกรรมของผู้ที่ก่อบาป.และแท้จริงหากบาปนั้นเกิดจากการกระทำที่ก่อมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการการยั่วยวนของจิตใจที่ห่อหุ้มด้วยความชั่ว พร้อมเขาผู้ได้สำนึกต่ออัลลอฮฺอย่างสม่ำเสมอ   แท้จริงอัลลอฮ์ทรงให้อภัยและรับการเตาบัต

وإن صدر منه بتجرئه على المحارم استخفافا بنظر ربه، وتهاونا بعقابه، فإن هذا بعيد من المغفرة بعيد من التوفيق للتوبة.

ถ้าหากความชั่วนั้นเกิดขึ้นจากความกล้าในการทำสิ่งหะรามและไม่สนใจต่ออัลลอฮ์ซุบฮานาฮุวาตาลา ไม่แคร์ถึงบทลงโทษของอัลลอฮ์.แท้จริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งทำให้ห่างจากการอภัยบาปและการตอบรับการเตาบัตของอัลลอฮ์

وَمَن يَكْسِبْ خَطِيئَةً أَوْ إِثْمًا ثُمَّ يَرْمِ بِهِ بَرِيئًا فَقَدِ احْتَمَلَ بُهْتَانًا وَإِثْمًا مُّبِينًا ( 112 )

และผู้ใดที่แสวงหาความผิดหรือบาปกรรมไว้ แล้วก็โยนบาปกรรมนั้นให้แก่ผู้บริสุทธิ์แน่นอนเขาได้แบกความเท็จและบาปกรรมอันชัดเจนไว้

ثم قال: ( وَمَنْ يَكْسِبْ خَطِيئَةً ) أي: ذنبا كبيرا ( أَوْ إِثْمًا ) ما دون ذلك. ( ثُمَّ يَرْمِ بِهِ ) أي: يتهم بذنبه ( بَرِيئًا ) من ذلك الذنب، وإن كان مذنبا. ( فَقَدِ احْتَمَلَ بُهْتَانًا وَإِثْمًا مُبِينًا ) أي: فقد حمل فوق ظهره بهتا للبريء وإثمًا ظاهرًا بينًا، وهذا يدل على أن ذلك من كبائر الذنوب وموبقاتها، فإنه قد جمع عدة مفاسد: كسب الخطيئة والإثم، ثم رَمْي مَن لم يفعلها بفعلها، ثم الكذب الشنيع بتبرئة نفسه واتهام البريء، ثم ما يترتب على ذلك من العقوبة الدنيوية، تندفع عمن وجبت عليه، وتقام على من لا يستحقها.

จากนั้นอัลลอฮ์ได้ตรัสซึ่งมีใจความว่า..(และผู้ใดที่แสวงหาความผิด)คือบาปที่มหันต์(หรือบาปกรรมไว้)ที่นอกเหนือจากนั้น( แล้วก็โยนบาปกรรมนั้น)คือว่าเขาถูกกล่าวหาว่าผิด ( ให้แก่ผู้บริสุทธิ์) จากบาปที่เขาได้ก่อขึ้นแม้นว่าเขาเป็นผู้ก่อขึ้นเอง( แน่นอนเขาได้แบกความเท็จและบาปกรรมอันชัดเจนไว้ )คือเขาจะแบกความเท็จที่กล่าวหาผู้บริสุทธิบนหลังของเขา และแบกบาปที่ชัดเจน.และนี้บ่อบอกถึ่งการกระทำเหล่าเป็นบาปที่มหันต์และใหญ่ล่วง เพราะเขารวบร่วมความชั่วทั้งหมด คือกระทำความชั่วและบาป จากนั้นกล่าวหาผู้บริสุทธิ์ จากนั้นโกหกที่น่าสยดสยองเพื่อหาความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง ใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ .และแล้วการกระทำที่จำเป็นจะต้องรับบทลงโทษแห่งในโลกดุนยานั้นกลับปกป้องไมให้ผู้กระทำผิดนั้นถูกพิพากษา กลับกันบทลงโทษนั้นตกไปอยู่ที่ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้กระทำมัน

วัลลอฮ์อะอ์ลัม

والله اعلم بالصواب

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s