หะดิษซานาวี รีบเร่ง ทำอามัลที่ดี المنافسة في الأعمال الخيرة

عَنْأَبِي هُرَيْرَةَ ،أَنّرَسُولَاللَّهِصَلَّىاللَّهُعَلَيْهِوَسَلَّمَقَالَ: ” بَادِرُوابِالأَعْمَالِفِتَنًا كَقِطَعِ اللَّيْلِ الْمُظْلِمِ،يُصْبِحُ الرَّجُلُ مُؤْمِنًا وَيُمْسِي كَافِرًا ، وَيُمْسي مُؤْمِنًا وَيُصْبِحُ كَافِرًا ،يَبِيعُ دِينَهُ بِعَرَضٍ مِنَ الدُّنْيَا رواه مسلم

ความว่า    รายงานจากอาบูฮุร๊อยเราะฮ์ (ร.ฎ) ว่า แท้จริงท่านรอซุ้ล (ซ.ล.) กล่าวว่า พวกท่านทั้งหลายจงรีบปฏิบัติบรรดาอาม้าลที่ดีงามเถิด  เพราะในไม่ช้าจะเกิดความเดือดร้อนยุ่งยากประดุจส่วนต่าง ๆ ของกลางคืนที่มืดมน  บุคคลหนึ่งเข้าสู่ยามเช้าในฐานะผู้ศรัทธา พอตกเย็นก็กลายเป็นผู้ปฏิเสธ  และตอนเย็น เป็นผู้ศรัทธา พอรุ่งเช้าก็กลายเป็นผู้ปฏิเสธ เขาจะขายศาสนาของเขาโดยแลกกับทรัพย์สมบัติของดุนยา

อธิบาย

ผู้เขียน เราะหิมาฮุลลอฮ์ได้กล่าวในสิ่งที่อะบุฮุรัยเราะห์ได้กล่าวว่า ท่านนบี ให้รีบเร่งทำความดี ความหมายของอามัลทีดีคือ ต้องประกอบด้วยสองหลักการด้วยการ หลักการแรกคื อิคลาสต่ออัลลอฮ สอง ต้องตรงตามซุนนะห์นบี ศอลลัลลอฮ์อาลัยหิวาสัลลัม การกระทำเหล่านี้เพื่อเป็นการยืนยันคำปฏิญาน(ซะฮาดะห์)ที่กล่าวมา คือยอมรับอัลลอฮ์คือพระเจ้า และนบีคือศาสนฑูต แน่นอนอามัล หรือการกระทำใดๆที่ไม่มีความอิคลาส ไม่บริสุทธิใจแน่นอนอามัลนั้นก็ไม่ถือว่าอามัลที่ดี หากคนใดคนหนึ่ง ยืนขึ้นละหมาดเพือให้ผู้คนได้มองเห็น.ก็แน่นอนการกระทำนั้นจะไม่ถูกตอบรับ แม้ว่าเขาจะหมาดตามเงือนไขวางไว้ ตามรูกุนที่กำหนด สิ่งที่วายิบในการละหมาด สิ่งทีสุนัดในการละหมาด มีสมาธิที่หนักแน่น แต่การละหมาดของเขาก็ยังไม่ถูกตอบรับอยู่ดี เพราะการงานของเขาผสมโรงด้วยซีริก และผู้ใดที่ผสมผสารอามัลใดๆกับซีริกแน่นอนอามัลของเขาจะไม่ถูกตอบรับ เหมือนที่ได้ยืนยันในหะดิษที่เศาะเหียะฮ์ จากท่านอาบีหุรัยเราะห์เล่าว่าท่านนบี เศาะลัลลอฮอาลัยหิวาสัลลัมได้กล่าวว่า (อัลลอฮ์ได้ตรัสว่า)แท้จริงฉัน

«قَالَ اللهُ تَـبَارَكَ وتَعَالَى أَنَا أَغْنَى الشُّرَكَاءِ عَنِ الشِّرْكِ مَنْ عَمِلَ عَمَلاً أَشْرَكَ فِيْـهِ مَعِي غَيْرِي تَرَكْتُـهُ وَشِرْكَهُ». أخرجه مسلم برقم (2985).
ความว่า : อัลลอฮฺ ตะบาเราะกาวะตะอาลาได้ตรัสว่า “ข้าคือผู้ที่มั่งมีซึ่งไม่ต้องการหุ้นส่วนและการตั้งภาคีใดๆ อีกเป็นที่สุด หากผู้ใดทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยการที่ควบคู่ตั้งภาคีข้ากับผู้อื่นในจุดประสงค์ของการกระทำนั้น ข้าก็จะปล่อยเขาให้อยู่กับผู้ที่เขาตั้งภาคีนั้นๆ” (รายงานโดยมุสลิม หมายเลข 2985)
เช่นเดียวกันหากคนใดคนหนึ่งที่ บริสุทธิใจในการทำอามัล แต่เขากลับแต่งเติมด้วยอุตริกรรมต่างๆที่ท่านบีไม่ได้ส่งเสริมมัน การงานของเขาก็จะไม่ถูกตอบรับแม้ว่าเขาจะมีความบริสุทธิใจขนาดใหนก็ตาม แม้ว่า เขาจะร่ำให้เพราะสมาธิที่มีขณะทำอิบาดะห์ก็ตาม แท้จริงอามัลของเขาก็ยังไม่ถูกตอบรับ เพราะอุตริกรรม(บิดอะห์)นั้นท่านนบีได้ให้ลักษณะที่ว่า หลงทาง ท่านกล่าวว่า () ทุกๆอุตริกรรมนั้นคือบิดอะห์ และบิดอะห์นั้นคือการหลงทาง
จากนั้นท่านบีกล่าวว่า ท่านได้เล่าว่าเพราะในไม่ช้าจะเกิดความเดือดร้อนยุ่งยากประดุจส่วนต่าง ๆ ของกลางคืนที่มืดมน นาอูซุบิลลาหฺ นั้นก็คือความมืดมนที่ไม่สามารถมองเห็นแสงสว่างแห่งทางนำ (ขออัลลอฮฺทรงห่างไกล) ผู้คนสมัยนั้นไม่รู้ทางใหนที่จะก้าวไป สับสน ไม่เห็นทางออก (ขออัลลอฮฺจงให้เราห่างไกลจากความวุ่นวานนั้น)
ฟิตนะห์มีทั้งที่เป็นสิ่งคลุมเคลือ มีทั้งทีเป็นตัณหา ฟิตนะห์ที่เป็นสิ่งคลุมเคลือนั้นอยู่บนพื้นฐานของความไม่รู้ และส่วนหนึ่งก็เกิดจากพวกบิดอะห์ที่พยายามอุตริ(แต่งเติม)ในหลักศรัทธาของพวกเขา ทั้งๆที่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีในศาสนาของอัลลอฮฺ หรือพวกบิดอะห์ที่แต่งเติมด้วยคำพูดและการกระทำของพวกเขาในสิ่งที่ไม่มีบัญญัติใศาสนาของอัลลอฮฺ จากนั้นผู้คนจึงถูกฟิตนะห์นั้นมาหลอกลวงจนทำให้อยู่บนทางหลงจากทางนำ ด้วยเหตุที่ซุบฮาห(คลุมเคลือในการงาน)
เช่นเดียวกันกับการคบค้าสมาคมจากสิ่งที่คลุมเคลือ แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ประจักชัดเจนของบรรดาผู้ที่มีจิตใจที่มั่นคง แต่กลับเป็นสิ่งที่คลุมเคลือต่อผู้ที่มีจิตใจมืนมน ท่านจะพบว่าพวกเหล่านั้นจะคบค้าสมาคมในสิ่งนั้นทั้งๆสิ่งเหล่านั้นชัดเจนว่าเป็นสิ่งทีหะรอม แต่ด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยบาป สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเพียงแค่สิ่งที่คลุมเคลือเท่านั้นสำหรับพวกเขา และยังมองในสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดี
อัลลอฮฺได้กล่าวถึงคนประเภทนี้(ประเภทที่เห็นผิดเป็นชอบ)ว่า
قُلْ هَلْ نُنَبِّئُكُم بِالْأَخْسَرِينَ أَعْمَالًا ( 103 ) อัล-กะฮ์ฟฺ – Ayaa 103
จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “เราจะแจ้งแก่พวกท่านไหม ถึงบรรดาผู้ที่ขาดทุนยิ่งในการงาน?”
الَّذِينَ ضَلَّ سَعْيُهُمْ فِي الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَهُمْ يَحْسَبُونَ أَنَّهُمْ يُحْسِنُونَ صُنْعًا ( 104 ) อัล-กะฮ์ฟฺ – Ayaa 104
“คือบรรดาผู้ที่การขวนขวายของพวกเขาสูญสิ้นไป ในการมีชีวิตในโลกนี้ และพวกเขาคิดว่าแท้จริงพวกเขาปฏิบัติความดีแล้ว”
และพวกเขาเหล่านั้นคือพวกที่ขาดทุน ขออัลลอฮฺให้ห่างไกลเราจากสิ่งนั้น
บางครั้งฟิตนะห์นั้นเกิดจากตัณหา หมายถึงผู้คนที่รับรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งหะรอม แต่ตัณหาของเขาชักชวนเขาสู่สิ่งนั้น โดยเขาไม่แคร์ต่อคำตัดเตือนของท่านนบี ศอลลัลลอฮอาลัยหิวะซัลลัม กลับกระทำให้สิ่งหะรองนั้นลงไป ไม่แค่นั้นเขายังรับรู้ว่าสี่งนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งต่อประชาชาตินี้แต่เขาก็ยังคงกระทำมัน ท่านนบี ศอลลัลลอฮอาลัยหิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ( ما تركت بعدي فتنة أضر على الرجال من النساء ) ความว่า “ไม่มีฟิตนะฮฺใด หลังจากที่ฉันจากพวกท่านไปแล้ว จะเป็นอันตรายยิ่งสำหรับบุรุษ มากไปกว่าฟิตนะฮฺ ที่เกิดจากสตรี” (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 5096 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 2740) ท่านยังกล่าวอีกว่า اتَّقُوا النِّسَاءَ، فَإِنَّ أَوَّلَ فِتْنَةِ بَنِيْ إِسْرَائِيْلَ كَانَتْ فِي النِّسَاءِ» مسلم ความว่า จงพึงระวัง บรรดาสตรี เพราะแท้จริงฟิตนะฮฺแรก ที่เกิดขึ้นในหมู่บนีอิสรออีล ก็คือฟิตนะฮฺจากสตรีนั่นเอง” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 2742)
และในโลกปัจจุบันโลกที่เรากำลังยืนอยู่นี้ ยังมีผู้คนที่กำลังชักชวนสู่สิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น ด้วยวิธีการที่ไขว้เขว
ซึ่งการชักชวนนั้นไม่เพียงแค่คำอ้างทีว่าสานสัมพันธ์เท่านั้น แต่จริงแล้วเพื่อให้พวกเขาได้ในสิ่งที่เขาตั้งเป้าหมายไว้แล้ว นั้นคือสามารถทำลายกำแพงกันของสตรี สามารถนำพวกเธอออกจากบ้านเพื่อรวมวงกับบรรดาชายในงานต่างๆ ท้ายผลที่เกิดขึ้นคือความชั่วและความหายนะ
แท้จริงความวุ่นวายต่อบรรดาลูกหลานอิสราอิลนั้นเกิดจากเพศหญิง ซึ่งเล่าจาก อาบีซะอีก อัลคุดีรีญ
عَنْ أَبِي سَعِيْدٍ اَلْخُدْرِيِّ عَنِ النَّبِيِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ كَانَتْ اِمْرَأَةٌ مِنْ بَنِي إِسْرَائِيْلَ قَصِيْرَةٌ تَمْشِي مَعَ اِمْرَأَتَيْنِ طَوِيْلَتَيْنِ فَاتَّخَذَتْ رِجْلَيْنِ مِنْ خَشَبٍ وَخَاتَمًا مِنْ ذَهَبٍ مُغْلَقٌ مُطْبَقٌ ثُمَّ حَشَتْهُ مِسْكًا وَهُوَ أَطْيَبُ الطِّيْبِ فَمَرَّتْ بَيْنَ الْمَرْأَتَيْنِ فَلَمْ يَعْرِفُوْهَا فَقَالَتْ بِيَدِهَا هَكَذَا وَنَفَضَ شُعْبَةُ يَدَهُ
จากท่านนบี กล่าวว่า สตรีเพศจากบนีอิสราอิล คนหนึ่งเป็นคนเตี้ย นางเดินข้างๆหญิงสาวอีกสองคนที่ร่างสู่ง นางก็เลยสร้างขาปลอมด้วยท่อนไม้เพื่อปกปิดความเตี้ยของนาง นางยังสวมใส่แหวนทอง และใส่น้ำหอมที่มีกลิ่นที่ดีที่สุด (เพื่อดึงดูดความสนใจของบุรุษเพศ) นางก็เดินระหว่างหญิงสาวอีกสองคน แล้วผู้คนก็ไม่รู้จักเธอว่าเธอคือใคร จากนั้นเธอก็พูดในขณะที่มือของนางก็ทำแบบนี้…….ท่านซุอฺบะห์ก็ทำให้คนฟังได้เห็น
ซึ่งผู้หญิงก็เป็นฟิตนะห์ที่ร้ายแรงที่สุด ผู้คนสมัยนี้ก็เช่นกัน พยายามเต็มที่เพื่อให้พวกเธอสูญเสียเกียรติที่สู่งทรง ทำเหมือนพวกเธอเป็นแค่ภาพที่ไร้จิตวิญญาณ เป็นเพียงดอกไม้ที่เชยชมของผู้ชายที่ต่ำช้า
แต่ที่สำคัญท่านนบีได้ตัดเตือนเราให้ห่างไกลจากฟิตนะห์ที่ประดุจดังความมืดมนในเวลากลางคืน ซึ่งอาจทำให้ผุ้คนเปลียนศาสนาหรือเสียศาสนาได้ง่าย ตอนเช้าเป็นมุอฺมีน แต่ตกเย็นก็กลายเป็นผู้ปฏิเสธ(กาฟีร) -ขออัลลอฮ์จงคุ้มครองเราด้วย-เพียงแค่วันเดียวสามารถทำให้คนๆหนึ่งหลุดออกจากศาสนาได้ เพราะเหตุใดที่เป็นเช่นนั้น แน่นอนเพราะ( يبيع دينه بعرض من الدنيا ) ขายศาสนาตัวเองด้วยการแลกกับศรัพย์สมบัติในโลกดุนยา (ไม่ว่าจะเป็นเงิน บ้าน ที่ดิน ความสุขสบาย หรือตำแหน่ง หน้าที่ การงาน)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s