หะดีษ 1 ซานาวี المنافسة في الخيرات แข่งขันทำความดี

المنافسة في الخيرات แข่งขันทำความดี

وَعَنْ أَبِي مَسْعُودٍ – رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ – قَالَ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ – صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : ” لَا حَسَدَ إِلَّا فِي اثْنَتَيْنِ رَجُلٍ آتَاهُ اللَّهُ مَالًا فَسَلَّطَهُ عَلَى هَلَكَتِهِ فِي الْحَقِّ ، وَرَجُلٍ آتَاهُ اللَّهُ الْحِكْمَةَ فَهُوَ يَقْضِي بِهَا وَيُعَلِّمُهَا ” . مُتَّفَقٌ عَلَيْهِ

จากท่านอิบนิ มัสอูด ท่านได้กล่าวว่า ท่านรอซูลูลอฮ์ เศาะลอลอฮ์อาลัยหิวาสัลลัม กล่าวว่า: “ไม่มีการอิจฉายกเว้นในสองกรณีคือ บุคคลที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เขาซึ่งทรัพย์สมบัติ เขาก็นำไปใช้ในหนทางของสัจธรรม และบุคคลที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เขาซึ่งความรู้ เขาก็นำไปปฏิบัติและสอนมันให้กับผู้อืน” (บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม)

 ประวัติผุ้รายงาน
อิบนุ มัสอูด 

ฉบับสมบูรณ์ได้ทีนี้

http://www.islammore.com/main/content.php?age=sub&category=10&id=946

อธิบายหะดิษ
มีตัวบทหะดิษมากมายและอายัตกุรอานเช่นกันที่บ่งบอกว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรที่จะทำการเสียสละทรัพย์สินของตนตามที่อัลลอฮ์ได้บัญญัติไว้ เช่นเดียวกันกับหะดิษตัวบทนี้ ที่ท่านนบีได้กล่าวว่า (( لا حسد إلا في اثنتين)) ไม่มีการอิจฉายกเว้นในสองกรณี อิจฉาความหมายในที่นี้คือ อัลฆิบเตาะห์ คือการหวังในเนียะอ์มัตที่คนอื่นมีแต่ไม่ได้หวังให้เนียะอ์มันของเขาสูญไปจากเขา นั้นก็คือคนใดคนหนึ่งนั้นจะไม่มีการอิจฉาในสิ่งที่อัลลอฮ์ประทานให้ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรืออื่นๆนอกเสียจากสองกรณี
หนึ่ง คือเมื่ออัลลอฮ์ได้ประทานทรัพย์สินให้ชายคนหนึง แต่ชายท่านนี้กลับเสียสละทรัพย์สินของเขาในหนทางที่ถูกต้อง กลายเป็นเขาไม่ได้ทำลายทรัพย์สินนั้นโดยเปล่าประโยชน์หรือผิดหลักศาสนา แต่เขาเสียมันไปตามหนทางที่อัลลอฮ์พอใจ กรณีนี้แหละที่สามารถอิจฉาได้ สมัยนี้ เราก็เห็นพ่อค้ามากมายและหลากหลาย บางคนก็เสียสละทรัพย์สินของเขาในหนทางของอัลลอฮ์ ในสิ่งที่ดี ในการกระทำที่ดี ช่วยเหลือคนยากคนจน สร้างมัสยิด สร้างโรงเรียน ผลิตหนังสือ ช่วยเหลือในการรบ อื้นๆ เหล่านี้เรียกว่าการเสียทรัพย์สินในหนที่ที่ถูกต้อง
แต่บางคนกลับทำลายทรัพย์สินตัวเองด้วยการเสพสุขกับสิ่งที่หะรอม เดินทางออกนอกประเทศเพื่อทำการซินา ดื่มเหล้า เล่นไพ่ ทำให้ทรัพย์สินสูญหายไปด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์โกรดกริ้ว
ส่วนผู้ใดที่อัลลอฮฺให้เขาเสียสละทรัพย์สินเของเขาในหนทางแห่งสัจธรรมนั้น เรียกว่า อัลฆิบเตาะห์ คือหวังในเนียะอฺมัตเช่นที่คนอืนมีโดยไม่ต้องการให้เนียะอฺมัตนั้นหมดไปจากคนอื่น เพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่อยากรวยนั้น ทรัพย์สินของเขานั้นเขาคิดที่ใช้ไปด้วยความสนุก ไร้ศิลธรรม ดังนั้นเมื่อเห็นคนรวยที่ยอมสละทรัพย์สินที่อัลลอฮให้ไปในหนทางของอัลลอฮ์ ก็ควรที่ต้องอิจฉาทีอยากให้ตัวเองเหมือนเขา
สอง ชายที่อัลลอฮมอบความรู้ให้  

ประเภทที่สองที่อนุญาติให้อิจฉา คือ ชายที่อัลลอฮฺประทานฮิกมะห์ นั้นก็คือความรู้ความเข้าใจ คำว่าฮิกมะห์ในทีนี้คือความรู้ความเข้าใจ เช่นดังที่อัลลออ์ได้ตรัสไว้ว่า وَأَنْزَلَ اللَّهُ عَلَيْكَ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ وَعَلَّمَكَ مَا لَمْ تَكُنْ تَعْلَمُ )(النساء:113)
ความว่า และอัลลอฮฺได้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า และความเข้าใจในบทบัญญัติแห่งคัมภีร์นั้นด้วย และได้ทรงสอนเจ้าในสิ่งที่เจ้าไม่เคยรู้มาก่อน
ท่านนบีกล่าวว่า ( فَهُوَ يَقْضِي بِهَا وَيُعَلِّمُهَا ) คือเขาก็นำไปปฏิบัติและสอนมันให้กับผู้อืน
ความว่าให้ตัวเขา ครอบครัวและคนที่ภายใต้การปกครองของเขาปฏิบัติในสิ่งที่เขารู้ และนำความรู้ที่มีอยู่ ไปสอนให้ผู้อืนรับรู้และปฏิบัติ ไม่เพียงแค่รอให้ผู้อืนมาขอความรู้จากเขา แต่เขายอมสละเวลาและตัวเองที่จะนำความรู้นั้นไปเผยแพร่ให้ผู้อืนได้ปฏิบัติ แน่นอนคนประเภทนี้ สามารถเป็นที่อิจฉาของอีกหลายๆคนที่ไม่สามารถทำได้อย่างเขา
ผู้ที่อัลลอฮ์ประทานความรู้ความเข้าใจนั้น แบ่งออกเป็นหลายประเภค
ประเภทแรก คือผู้ที่อัลลอฮฺประทานความรู้แก่เขา แต่เขากลับ(ขี้เหนียว)ปกปิดความรู้นั้น แม้แต่กับตัวเขาเอง ไม่เคยใช้ประโยชน์กับความรู้ที่มีอยู่ ไม่ปฏิบัติในการฏออัตต่ออัลลอฮฺ และไม่สามารถยับยังตัวเองในการทำมัวอฺซียาทต่ออัลลอฮฺ คนประเภทนี้เป็นกลุ่มคนขาดทุน (ขออัลลอฮฺหางไกลเราจากสิ่งเหล่านี้ ) ซึ่งไม่ต่างกับพวกยิวที่รู้ว่าสิ่งใหนเป็นสิ่งที่เทียงตรงแต่พวกเขากลับไม่ยอมรับกับสิ่งนั้น (คือพวกยิวนั้นเป็นกลุ่มชนที่มีความรู้ เขาก็รู้ว่านบีมูฮัมมัดเป็นรอซูลคนสุดท้าย อิสลามเป็นศาสนาที่อัลลอฮ์ยอมรับ แต่พวกเขากลับไม่ปฏิบัตตามสิ่งที่ตนรู้ เป็นเพราะศีฟาต ตะกับบูรที่อยู่ในตัว)

ประเภทต่อไป คือประเภททีว่าอัลลอฮฺประทานความรู้ความเข้าใจ เข้าก็ปฏิบัติตามความรู้ที่เขามีอยู่ แต่กลับไม่มีผู้ใดที่สามารถได้ประโยชน์จากความรู้ของเขาเลย แน่นอนเขาย่อมดีกว่าคนประเภทแรก แต่ก็ยังดีไม่สมบุรณ์
ประเภทที่สาม คือประเภททีว่าอัลลอฮฺประทานให้ความรู้ความเข้าใจ เขาก็นำความรู้นั้นไปปฏิบัติให้เป็นปรโยชน์แต่ตนเองและยังความรู้นั้นไปเผยแพร่ให้ผู้คนรับรู้อีก แน่นอนนี้คือประเภทที่ดีที่สุดจากบรรดาประเภทบุคคลก่อนประเภทที่สี่ คือประเภทที่อัลลอฮฺไม่ได้ประทานความรู้ความเข้าใจแก่เขา เขาคือผู้ที่โง่เขลา บุคคลประเภทนี้เขาจะไม่ได้รับความดีใดๆ แต่เขายังดีกว่าบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องศาสนา แต่กลับไม่ปฏิบัติและไม่เผยแพร่กับความรู้ที่ได้มา..เพราะคนที่ไม่มีความรู้ ก็ยังมีความหวัง หากเขามีความรู้เขาจะอาจนำความรู้นั้นไปปฏิบัติและไปเผยแพร่ต่อผู้คน..

معنى الحسد في اللغة والشرع ความหมายของอิจฉาริษยา

อิจฉาริษยา คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจต่อความโปรดปรานที่คนอื่นได้รับ โดยมีความปรารถนาให้ความโปรดปรานนั้นสูญหายไป ดังนั้นหากมีความรู้สึกอยากได้ความโปรดปราน แต่ไม่ปรารถนาที่จะให้ความโปรดปรานนั้นสูญหายจากผู้อื่นแล้วไซร้ ก็ไม่ถือว่าเป็นอิจฉาริษยา

ข้อเท็จจริงของอิจฉาริษยาคือ มีความโกรธแค้นในความรู้สึกของผู้อิจฉาริษยา ซึ่งไม่อยากให้ผู้อื่นประเสริฐกว่าตนเอง และนั่นคืออิจฉาริษยาที่อัลกุรอานและหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามไว้ และมีเอกฉันท์ของปวงนักปราชญ์อิสลามว่าเป็นสิ่งต้องห้าม

แต่สำหรับผู้ที่มีความปรารถนาอยากได้สิ่งดีๆที่ผู้อื่นมีอยู่นั้นไม่ถือว่าเป็นการอิจฉา ดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้ว่า

قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ
لَا حَسَدَ إِلَّا فِي اثْنَتَيْنِ رَجُلٌ آتَاهُ اللَّهُ مَالًا فَسُلِّطَ عَلَى هَلَكَتِهِ فِي الْحَقِّ
وَآخَرُ آتَاهُ اللَّهُ حِكْمَةً فَهُوَ يَقْضِي بِهَا وَيُعَلِّمُهَا

ความว่า : “ไม่มีการอิจฉายกเว้นในสองกรณีคือ บุคคลที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เขาซึ่งทรัพย์สมบัติ เขาก็นำไปใช้ในหนทางของสัจธรรม และบุคคลที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เขาซึ่งความรู้และวิจารณญาน เขาก็นำไปปฏิบัติและสั่งสอน” (บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม)

ในหะดีษบทนี้ท่านนบีได้กล่าวถึงการอิจฉาริษยาที่อาจเกิดขึ้นแต่ไม่เป็นข้อห้าม จึงเป็นการให้คำนิยามว่า อิจฉาริษยานั้นอาจเกิดขึ้นโดยที่ไม่ปรารถนาให้สิ่งดีๆสูญหายจากผู้อื่น หากมีความปรารถนาที่จะบรรลุสิ่งดีๆนั้น หรือมีความหวังและความปรารถนาดีต่อผู้อื่นด้วย เช่น ผู้ที่เห็นนักวิชาการคนหนึ่งมีความรู้และเกิดความรู้สึกอยากมีความรู้เช่นนักวิชาการคนนั้น หรือเห็นผู้อื่นมีทรัพย์สมบัติมากมายและนำไปใช้ในทางที่ดีก็เกิดความรู้สึกอยากมีทรัพย์สมบัติเช่นนั้นเพื่อนำไปใช้ในทางที่ดีเช่นเดียวกัน นั่นคือสภาพที่ท่านนบีเรียกว่าอิจฉา แต่ไม่เป็นข้อห้ามแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นใครจะพูดว่า “ฉันอิจฉาคนนั้นคนโน้น” ถ้าไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ระบุข้างต้น คือไม่มีความปรารถนาให้ความโปรดปรานที่ผู้อื่นได้รับนั้นสูญหายไปแล้วไซร้ ก็จะเป็นการอิจฉาริษยาที่ต้องห้ามตามหลักศาสนา
أمثلة على الحسد ตัวอย่างของการอิจฉาริษยาที่ต้องห้าม

อิบลีสอิจฉานบีอาดัม
ตั้งแต่อัลลอฮฺทรงกำหนดให้ท่านนบีอาดัมเป็นคอลีฟะฮฺในโลกนี้ หมายถึงเป็นตัวแทนสืบทอดและปฏิบัติตามพระบัญชา อิบลีสจึงไม่พอใจ แสดงความโกรธแค้นและอิจฉาริษยาต่อท่านนบีอาดัม โดยกล่าวว่า

﴿ قَالَ أَنَاْ خَيْرٌ مِّنْهُ خَلَقْتَنِي مِن نَّارٍ وَخَلَقْتَهُ مِن طِينٍ ﴾

ความว่า : “ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์มาจากไฟ และบังเกิดเขามาจากดิน” (อัลอะอฺรอฟ 12)

ความโกรธแค้นของอิบลีสก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาต่อท่านนบีอาดัม ซึ่งการอิจฉาของอิบลีสนั้นกลายเป็นความปรารถนาที่จะให้ท่านนบีอาดัมและลูกหลานของท่านหลงผิดไปจากหนทางของอัลลอฮฺ โดยมันกล่าวว่า

﴿ قَالَ رَبِّ بِمَا أَغْوَيْتَنِي لأُزَيِّنَنَّ لَهُمْ فِي الأَرْضِ وَلأُغْوِيَنَّهُمْ أَجْمَعِينَ ﴾

ความว่า : “โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ โดยที่พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์หลงผิดไปแล้ว แน่นอนข้าพระองค์ก็จะทำให้เป็นที่เพริศแพร้วแก่พวกเขาในแผ่นดินนี้ และแน่นอนข้าพระองค์จะทำให้พวกเขาทั้งหมดหลงผิด” (อัลฮิจรฺ 39)

จากเหตุการณ์นี้กล่าวได้ว่าความผิดครั้งแรกที่เกิดต่อหน้าอัลลอฮฺคือการอิจฉาริษยา และสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นคือการที่ไม่ตระหนักในฮิกมะฮฺ(คือความรอบรู้และความเหมาะสม)ของอัลลอฮฺ จึงทำให้เกิดขึ้นซึ่งความไม่พอใจในกฎสภาวะที่อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้ และนั่นคือสาเหตุเดียวที่ทำให้มนุษยชาติทั้งหลายมีการอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน เนื่องด้วยความอ่อนแอแห่งความศรัทธาและการเชื่อมั่นต่อพระกำหนดของอัลลอฮฺ

พี่น้องของนบียูซุฟอิจฉาท่านนบียูซุฟ

เป็นเหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงในประวัติของบรรดานบีและร่อซูล กล่าวคือการที่พี่น้องของท่านนบียูซุฟอิจฉาริษยาท่านในฐานะที่เป็นบุตรชายคนโปรดของบิดาของพวกเขา(คือท่านนบียะอฺกู๊บ) จึงเกิดความรู้สึกว่ายูซุฟไม่ควรเป็นบุตรชายคนโปรดเลยและเกิดความโกรธแค้นโดยแสดงออกเป็นถ้อยคำ ซึ่งพวกเขากล่าวว่า

﴿ إِذْ قَالُواْ لَيُوسُفُ وَأَخُوهُ أَحَبُّ إِلَى أَبِينَا مِنَّا وَنَحْنُ عُصْبَةٌ إِنَّ أَبَانَا لَفِي ضَلاَلٍ مُّبِينٍ . اقْتُلُواْ يُوسُفَ أَوِ اطْرَحُوهُ أَرْضاً يَخْلُ لَكُمْ وَجْهُ أَبِيكُمْ وَتَكُونُواْ مِن بَعْدِهِ قَوْماً صَالِحِينَ ﴾

ความว่า : “แน่นอน ยูซุฟและน้องของเขาเป็นที่รักแก่พ่อของเรายิ่งกว่าพวกเรา ทั้งๆที่พวกเรามีจำนวนมาก แท้จริงพ่อของเราอยู่ในการหลงผิดจริงๆ พวกท่านจงฆ่ายูซุฟเถิดหรือเอาไปทิ้งในที่เปลี่ยวเสีย เพื่อความเอาใจใส่ของพ่อของพวกท่านจะเกิดขึ้นแก่พวกท่าน และพวกท่านจะเป็นกลุ่มชนที่ดีหลังจากเขา” (ยูซุฟ 8-9)

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ย่อมปรากฏในทุกสังคม หรืออาจเกิดในทุกครอบครัวก็ได้ เพราะสาเหตุของมันคือความอยุติธรรมในการดูแลของบิดามารดา และการอิจฉาระหว่างพี่น้องอาจเกิดจากความหวงแหนของคนหนึ่งในบรรดาพี่น้อง เพราะอยากได้รับความสนใจมากกว่าพี่น้องเขา

ยิวอิจฉาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ชาวยิวมีความหวังว่านบีสุดท้ายในโลกนี้จะเกิดจากวงศ์วานอิสรออีล แต่เมื่อนบีท่านนั้นมาจากวงศ์วานอาหรับ(คือลูกหลานท่านนบีอิสมาอีล ) ยิวจึงไม่พอใจและปฏิเสธท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยสิ้นเชิง ซึ่งอัลลอฮฺได้ตรัสถึงการอิจฉาของพวกยิวว่า

﴿ أَمْ يَحْسُدُونَ النَّاسَ عَلَى مَا آتَاهُمُ اللّهُ مِن فَضْلِهِ فَقَدْ آتَيْنَا آلَ إِبْرَاهِيمَ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ وَآتَيْنَاهُم مُّلْكاً عَظِيماً. فَمِنْهُم مَّنْ آمَنَ بِهِ وَمِنْهُم مَّن صَدَّ عَنْهُ وَكَفَى بِجَهَنَّمَ سَعِيراً ﴾

ความว่า : “หรือว่าพวกเขาอิจฉาคนอื่นในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานให้จากความกรุณาของพระองค์แก่คนอื่น แท้จริงนั้นพระองค์ได้ประทานให้แก่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาแล้ว ซึ่งคัมภีร์และความรู้เกี่ยวกับศาสนา และได้ทรงให้แก่พวกเขาซึ่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ แล้วในหมู่พวกเขา(วงศ์วานของอิบรอฮีม)มีผู้ศรัทธาต่อเขา และในหมู่พวกเขามีผู้ที่ขัดขวางเขา และเพียงพอแล้วที่ญะฮันนัมเป็นเปลวเพลิงอันโชติช่วง” (อันนิซาอฺ 54-55)

ในพระดำรัสข้างต้นอัลลอฮฺทรงประณามการปฏิเสธของชาวยิวด้วยสองเหตุผล เหตุผลแรกคือการที่อัลลอฮฺทรงให้ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นศาสนทูตนั้นเป็นพระประสงค์และพระกรุณาของอัลลอฮฺ จึงไม่มีใครมีสิทธิที่จะคัดค้านพระประสงค์ของพระองค์โดยเด็ดขาด ฉะนั้นผู้ที่จะอิจฉาท่านนบีมุฮัมมัด ก็ประหนึ่งเป็นผู้คัดค้านพระประสงค์ของอัลลอฮฺอย่างชัดเจน เหตุผลที่สองคือ ชาวยิวได้รับพระกรุณาจากอัลลอฮฺ โดยให้มีบรรดานบีและร่อซูลหลายท่านถูกส่งมายังพวกยิวอย่างต่อเนื่อง และตามประวัติของชาวยิวเป็นที่ประจักษ์ว่าบรรดานบีและร่อซูลของพวกเขาส่วนมากถูกปฏิเสธ อัลลอฮฺจึงได้ทรงประณามชาวยิวที่อิจฉาวงศ์วานของท่านนบีอิสมาอีลที่มีร่อซูลท่านนี้ท่านเดียว ทั้งๆที่พวกเขาได้มีบรรดานบีและร่อซูลอย่างมากมายมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมศรัทธาต่อนบีท่านนี้ เพราะการอิจฉาริษยามาเป็นกำแพงขัดขวางมิให้จิตใจของพวกเขาบริสุทธิ์และน้อมรับต่อพระประสงค์ของอัลลอฮฺ และนั่นคือบทเรียนอันใหญ่หลวงสำหรับมนุษยชาติทุกยุคทุกสมัยทุกสถานที่ ว่าสัจธรรมย่อมมีเอกเทศในความเป็นสัจธรรม ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ สายตระกูล สัญชาติ หรืออื่นใด นอกจากว่าเป็นสัจธรรมที่มาจากอัลลอฮฺ เพราะฉะนั้นคนทุกคนมีหน้าที่ตรวจสอบจิตใจของตัวเอง ว่าความถูกต้องที่ปรากฏต่อหน้าเราเคยถูกปฏิเสธโดยไร้เหตุผล หรือด้วยเหตุผลที่เกี่ยวกับความเป็นสัจธรรมหรือไม่

การอิจฉาของเครือญาติท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ในเผ่ากุเรชมีสายตระกูลสองสายคือ บนูฮาชิมและบนูอับดิชัมสฺ สองตระกูลนี้แข่งขันแย่งอำนาจบารมีในเมืองมักกะฮฺมาตั้งแต่โบราณ บนูฮาชิมเป็นสายตระกูลของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งมีผลงานในการอุปการะและบูรณะดูแลบัยตุลลอฮฺ ซึ่งบนูอับดิชัมสฺก็พยายามที่จะมีอุปการคุณกับบัยตุลลอฮฺเช่นเดียวกัน ซึ่งสองสายตระกูลนี้มีความขัดแย้งกันมาโดยตลอดเนื่องด้วยการอิจฉาริษยา พอท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เริ่มเทศนาและประกาศอิสลาม หัวหน้าตระกูลบนีอับดิชัมสฺได้กล่าวว่า “เราได้แข่งขันกับตระกูลบนูฮาชิมมาโดยตลอดจนถึงขั้นที่บนูฮาชิมจะอ้างว่าพวกเขามีนบี เราไม่สามารถนำนบีจากพวกเรามาแข่งขันกันได้ เพราะฉะนั้นเราจะยอมรับในนบีของพวกเขาไม่ได้เป็นอันขาด”

คำพูดนี้แสดงถึงความโกรธแค้นและการอิจฉาริษยาอย่างประจักษ์แจ้ง เพราะไม่เพียงอยากได้นบีจากพวกตนเองแล้ว ยังปฏิเสธท่านนบีมุฮัมมัดเพียงเพื่อมิให้ตระกูลบนูฮาชิมเหนือกว่าตระกูลบนีอับดิชัมสฺ เหตุการณ์คล้ายๆกันนี้เกิดขึ้นในทุกสังคม โดยเฉพาะที่มีตระกูลดังๆแต่ด้อยโอกาสในด้านการศึกษา จึงทำให้ตระกูลดังๆนี้ไม่ยอมรับในผู้รู้ที่อาจเป็นคนยากจนหรือไม่มีตระกูลที่มีชื่อเสียง จนกระทั่งได้ปฏิเสธความจริงและความถูกต้อง ดังที่เห็นในบางที่บางชุมชนผู้รู้ไม่สามารถเป็นอิมามหรือคอเฏบ เพราะไม่ได้อยู่ในตระกูลที่มีชื่อเสียง แต่คนไร้ความรู้สามารถกลับเป็นอิมามหรือคอเฏบโดยตำแหน่งทั้งๆที่ขาดคุณสมบัติและไม่ปฏิบัติหน้าที่ มิใช่อื่นใดนอกจากว่าเป็นคนที่มีฐานะและบารมีเนื่องด้วยตระกูลของตน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้สังคมมุสลิมล่าช้าในการพัฒนาสถาบันและองค์กรต่างๆ เพราะโรคอิจฉาริษยาที่ทำให้ผู้คนไม่ยอมรับในความสามารถของคนอื่น สังคมจึงไม่ได้รับโอกาสพัฒนาจากผู้มีความสามารถ ซึ่งอัลอิสลามต่อต้านพฤติกรรมเหล่านี้ ทั้งยังใช้ให้ผู้ศรัทธายอมรับและเชื่อฟังผู้มีความสามารถ ดังที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสไว้ว่า

﴿ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُونُواْ قَوَّامِينَ بِالْقِسْطِ شُهَدَاء لِلّهِ وَلَوْ عَلَى أَنفُسِكُمْ أَوِ الْوَالِدَيْنِ وَالأَقْرَبِينَ إِن يَكُنْ غَنِيّاً أَوْ فَقَيراً فَاللّهُ أَوْلَى بِهِمَا فَلاَ تَتَّبِعُواْ الْهَوَى أَن تَعْدِلُواْ وَإِن تَلْوُواْ أَوْ تُعْرِضُواْ فَإِنَّ اللّهَ كَانَ بِمَا تَعْمَلُونَ خَبِيراً ﴾

ความว่า : “ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเป็นผู้ที่ดำรงไว้เพื่อความยุติธรรม จงเป็นพยานเพื่ออัลลอฮฺ และแม้ว่าจะเป็นอันตรายแก่ตัวของพวกเจ้าเองหรือผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองและญาติที่ใกล้ชิดก็ตาม หากเขาจะเป็นคนมั่งมีหรือคนยากจน อัลลอฮฺก็สมควรยิ่งกว่าเขาทั้งสอง(ควรที่จะเคารพเชื่อฟังและยำเกรง) ดังนั้นจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำในการที่พวกเจ้าจะมีความยุติธรรม และหากพวกเจ้าบิดเบือนหรือผินหลังให้ แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน” (อันนิสาอฺ 135)

ผู้อิจฉาริษยาได้ตกเป็นทาสต่ออารมณ์ใฝ่ต่ำของเขา เพราะถึงไม่ว่าความถูกต้องความยุติธรรมจะอยู่ที่ไหน อารมณ์ที่เต็มไปด้วยความริษยาก็จะกีดกันมิให้ดวงใจปรารถนาสิ่งที่ถูกต้องหรือความยุติธรรม เพราะหัวใจของผู้อิจฉานั้นมักจะเป็นหัวใจบอด
ความแตกต่างระหว่าง อิจฉาริษยา และ การแข่งขัน, อันตรายของอิจฉาริษยา

الْفَرْقُ بَيْنَ الحَسَدِ وَالمُنَافَسَةِ
ความแตกต่างระหว่าง “อิจฉาริษยา” และ “การแข่งขัน”
อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า

﴿ وَفِي ذَلِكَ فَلْيَتَنَافَسِ الْمُتَنَافِسُونَ ﴾

ความว่า : “และในการนี้(คือเรื่องสวรรค์)บรรดาผู้แข่งขัน(ที่จะให้ได้มาซึ่งความสุขสำราญนี้)จงแข่งขันกันเถิด” (อัลมุฏ๊อฟฟิฟูน 26)

การแข่งขันในหนทางที่เป็นคุณธรรมและความดี หากเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ก็จะเป็นสิ่งที่อิสลามสนับสนุนและไม่เป็นการอิจฉาริษยาแต่อย่างใด เพราะผู้แข่งขันในหนทางที่ดีจะมีความปรารถนาดีต่อคู่แข่ง เช่น แข่งขันในการบริจาคทรัพย์เพื่อเผยแผ่อิสลาม ผู้แข่งขันต้องมีความปรารถนาให้คู่แข่งดำรงไว้ซึ่งความดีแต่จะมีความประสงค์ที่จะทำความดีมากกว่าคนอื่น เพื่อบรรลุผลบุญมากกว่าผู้อื่น อันเป็นความสำเร็จที่ทุกคนต้องปรารถนาอยู่แล้ว

อันตรายของอิจฉาริษยา

การอิจฉาริษยามีผลอันตรายต่อผู้อิจฉาริษยาและผู้ที่ถูกอิจฉาริษยาด้วย สำหรับผู้อิจฉานั้นก็มีผลร้ายทางจิตใจ ดังที่ท่านอบูบักร อัรรอซียฺ ได้กล่าวไว้ว่า การอิจฉาริษยาจะก่ออันตรายต่อจิตใจ เพราะจะทำให้หันห่างจากสิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อจิตใจและสรีระ จึงทำให้เกิดมาซึ่งความเศร้าโศกและความเครียด และความรู้สึกดังกล่าวจะก่ออันตรายต่อสรีระ เพราะจะนำผู้อิจฉาไปสู่พฤติกรรมที่เกิดจากการอิจฉาริษยา เช่น การนอนไม่หลับ อดอาหาร จนทำให้เสียอารมณ์ด้วยบรรยากาศแห่งความโกรธแค้น ซึ่งคำพูดของท่านอบูบักร อัรรอซียฺ นี้มีแพทย์ยืนยันว่า อิจฉาริษยาก่อให้เกิดอาการร้ายแรงทางประสาท จึงอาจทำให้มีการปวดศีรษะและไม่สามารถนอนหลับหรือพักผ่อน มีอาการหายใจไม่สะดวก และความเครียดนี้อาจก่อให้มีผลกระทบต่อกระเพาะอาหารเนื่องจากความเครียดดังกล่าว และความอิจฉาริษยาทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นขนานกับความเครียดที่มีอยู่ และแพทย์มักจะให้คำแนะนำกับคนเหล่านี้ว่าให้พักผ่อนและทำจิตใจให้สงบ ให้ละทิ้งซึ่งความห่วงหรือคิดแทนคนอื่น เพราะเป็นหนทางที่จะทำให้จิตใจของผู้อิจฉาริษยานั้นห่างไกลจากมูลเหตุของอันตรายดังกล่าว

อันตรายของอิจฉาริษยาก็ยังมีต่อผู้ที่ถูกอิจฉาริษยาด้วย เพราะผลร้ายอิจฉาริษยานั้นมีจริง ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

إِنَّ العَيْنُ حَقٌّ . رواه ابن ماجة وصححه الألباني
ความว่า : “ตา(ผู้อิจฉาริษยาก่ออันตราย)จริง”

อัลกุรอานก็ยืนยันในอันตรายของอิจฉาริษยา ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮฺอัลฟะลักว่า

﴿ وَمِنْ شَرِّ حَاسِدٍ إِذَا حَسَدَ ﴾
ความว่า : “และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาเมื่อเขาอิจฉา”

ด๊อกเตอร์มุฮัมมัด คอลิด ซุลฏอน ได้อธิบายเรื่องอิจฉาว่า การอิจฉาริษยามีเคลื่อนไหวสองประเภท ประเภทตั้งใจและประเภทไม่ตั้งใจ ส่วนอวัยวะจะไม่มีผลงานเว้นแต่ต้องมีการเคลื่อนไหว ซึ่งสรีระจะไม่ได้แสดงผลงานเว้นแต่ต้องมีเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าเคลื่อนไหวนั้นมีเจตนารมณ์หรือไม่ อาทิเช่น ความหึง ซึ่งมนุษย์ทุกคนย่อมมีความรู้สึกนี้ในจิตวิญญาณโดยไม่ตั้งใจ แต่ความหึงอาจก่อให้มีความอิจฉาเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวแห่งจิตใจที่มีความตั้งใจ ดังนั้นเราจะเห็นว่าผู้อิจฉาจะไม่ก่อความเสียหายต่อผู้ที่ถูกอิจฉา เว้นแต่ต้องตั้งใจอิจฉา และนั่นคือความหมายของอายะฮฺที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า “และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาเมื่อเขาอิจฉา” หมายรวมว่าถ้าผู้อิจฉาไม่อิจฉาแล้วไซร้ ก็จะไม่มีอันตรายประสบกับผู้ถูกอิจฉาริษยา

แท้จริงความเห็นของด๊อกเตอร์มุฮัมมัด คอลิด ซุลฏอน อาจไม่สอดคล้องกับหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บทหนึ่งคือ “อัลอัยนุฮักกุน” หมายความว่า “ตา(ผู้อิจฉาริษยาก่ออันตราย)จริง” เพราะในหะดีษบทนี้ท่านนบีกล่าวถึงผลกระทบของสายตาผู้อิจฉาริษยาเท่านั้น ก็หมายรวมว่าผู้อิจฉาอาจเกิดการอิจฉาด้วยสายตาของเขาโดยไม่ตั้งใจ และอาจเกิดผลร้ายจากการมองธรรมดาๆของผู้อิจฉาก็ได้ เพราะฉะนั้นอิสลามสอนว่า เมื่อเห็นอะไรที่ดีงามให้กล่าววิงวอนขอให้สิ่งดีงามนั้นเกิดความเจริญมากขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์และคัดค้านกับความรู้สึกอิจฉาที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เช่น กล่าวว่า

“มาชาอัลลอฮฺ ตะบารอกัลลอฮฺ” หมายความว่า นั่นคือพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ขออัลลอฮฺทรงให้จำเริญเถิด

คำวิงวอนบทนี้จะทำให้ผู้อิจฉาคำนึงทันทีว่าสิ่งดีงามที่ปรากฏต่อหน้าเขาย่อมเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺ จึงไม่มีสิทธิที่จะลบล้างหรืออิจฉามันได้ นั่นคือมารยาทที่เราต้องปรับปรุงในสังคมของเรา เพราะคนส่วนมากเมื่อเห็นสิ่งดีงามของคนอื่นก็มักจะแสดงความชื่นชมด้วยถ้อยคำเช่น โอ้โห สวยจัง ดีจัง ใหญ่จัง คำพูดเหล่านี้ถึงแม้ว่าถูกกล่าวด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่มันอาจประกอบด้วยความอิจฉาริษยา จึงต้องกล่าวในสิ่งที่สวนกับอิจฉาคือวิงวอนให้จำเริญ
โทษของการอิจฉาริษยา

.

ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามประชาชาติอิสลามมิให้มีการอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน จึงถือเป็นข้อห้ามที่ต้องมีโทษทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ซึ่งท่านนบีกล่าวไว้ว่า

عَنْ أَنَسِ بْنِ مَالِكٍ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ
لَا تَبَاغَضُوا وَلَا تَحَاسَدُوا وَلَا تَدَابَرُوا وَكُونُوا عِبَادَ اللَّهِ إِخْوَانًا
وَلَا يَحِلُّ لِمُسْلِمٍ أَنْ يَهْجُرَ أَخَاهُ فَوْقَ ثَلَاثِ لَيَالٍ

ความว่า : “พวกเจ้าอย่าโกรธกันและกัน อย่าอิจฉากันและกัน และอย่าหันหลังให้กันและกัน และจงเป็นบ่าวของอัลลอฮฺโดยเป็นพี่น้องซึ่งกันและกัน และไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับมุสลิมที่จะโกรธพี่น้องเขามากกว่าสามคืน” (บันทึกโดยอิมามมาลิกและอิมามบุคอรียฺ(บันทึกโดยอบูดาวู้ดรายงานโดย ท่านอนัส อิบนุมาลิก)

และในการบันทึกของท่านอิมามติรมีซียฺ รายงานโดยท่านสุเบร อิบนุลเอาวาม กล่าวว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า

عَنِ الزُّبَيْرِ بْنِ العَوَّامِ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ : دَبَّ إِلَيْكُمْ دَاءُ الْأُمَمِ قَبْلَكُمْ الْحَسَدُ وَالْبَغْضَاءُ هِيَ الْحَالِقَةُ لَا أَقُولُ تَحْلِقُ الشَّعَرَ وَلَكِنْ تَحْلِقُ الدِّينَ وَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ لَا تَدْخُلُوا الْجَنَّةَ حَتَّى تُؤْمِنُوا وَلَا تُؤْمِنُوا حَتَّى تَحَابُّوا أَفَلَا أُنَبِّئُكُمْ بِمَا يُثَبِّتُ ذَاكُمْ لَكُمْ أَفْشُوا السَّلَامَ بَيْنَكُمْ

ความว่า : “โรคของประชาชาติยุคก่อนได้มายังพวกเจ้าแล้ว คืออิจฉาและโกรธ นั่นคือการโกน(ทำลายลบล้าง) ข้าพเจ้าไม่หมายถึงโกนผมแต่โกนศาสนา ขอสาบานด้วยพระผู้ที่วิญญาณของข้าพเจ้าอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า พวกเจ้าจะไม่เข้าสวรรค์จนกว่าจะศรัทธา และพวกเจ้าจะไม่ศรัทธาจนกว่าจะรักกันและกัน พวกเจ้าอยากรู้ไหมว่าพวกเจ้าจะบรรลุสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร จงแพร่ซึ่งการสลามระหว่างพวกเจ้า”

วจนะของท่านนบีข้างต้นได้กล่าวถึงโทษและอันตรายของการอิจฉาริษยา ว่ามันมีผลในการทำลายลบล้างคุณธรรม ศีลธรรม และกุศลธรรม และนั่นคือองค์ประกอบของศาสนาที่เราประพฤติดีเพื่อแสวงความพอพระทัยของอัลลอฮฺ จึงไม่เป็นเรื่องประหลาดที่ท่านนบี ได้กล่าวไว้ในหะดีษอีกบทหนึ่งว่า
عن أبي هريرة رضي الله عنه أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ
إِيَّاكُمْ وَالْحَسَدَ فَإِنَّ الْحَسَدَ يَأْكُلُ الْحَسَنَاتِ كَمَا تَأْكُلُ النَّارُ الْحَطَبَ أَوْ قَالَ الْعُشْبَ

ความว่า : “พวกเจ้าจงระวังอิจฉาริษยา แท้จริงการอิจฉาริษยาจะทำลายผลบุญ เปรียบเสมือนไฟที่มันทำลายฟืนและหญ้า” (บันทึกโดยอบูดาวู้ด, รายงานโดยท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ)

หมายรวมว่าการอิจฉาริษยานั้นจะทำให้ผู้ศรัทธาขาดทุนซึ่งผลบุญที่สะสมไว้จะสูญหายด้วยความร้ายแรงร้อนระอุของการอิจฉาริษยา เพราะท่านนบีได้เปรียบเทียบอิจฉาริษยาประหนึ่งเป็นไฟลุกที่สามารถทำลายสิ่งต่างๆได้ ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะอิจฉาริษยาย่อมเกิดขึ้นจากความโกรธแค้น ซึ่งผู้โกรธนั้นมักจะมีความรู้สึกร้อนตัวและเดือดร้อนต่อผู้ที่ถูกโกรธแค้น จึงสามารถเรียกอิจฉาริษยาว่าเป็นโรคเอดส์แห่งอีมานได้ เพราะโรคเอดส์นั้นเป็นโรคที่ทำลายระบบป้องกันเชื้อโรคในร่างกายของมนุษย์ เนื่องจากไวรัสเอดส์นั้นจะทำลายภูมิคุ้มกันที่อัลลอฮฺทรงสร้างไว้ในร่างกายของมนุษย์ทุกๆคน ตราบใดที่ไวรัสเอดส์เข้ามาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ก็เป็นมหันตภัยที่ร้ายแรงต่อชีวิตของมนุษย์ เพราะจะไม่สามารถต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ อันก่อให้ร่างกายของมนุษย์อ่อนเพลียและหมดสมรรถภาพในการดำเนินชีวิตอย่างปกติ

โรคอิจฉาริษยาก็เช่นเดียวกัน เป็นไวรัสที่จะเกาะติดอยู่กับจิตใจของผู้มีความโกรธแค้นต่อคนอื่น และผู้ที่ไม่ตระหนักและไม่เชื่อในเดชานุภาพของอัลลอฮฺและความยุติธรรมของพระองค์ และจะทำลายคุณธรรมและผลบุญที่มีอยู่กับผู้ศรัทธา ซึ่งโรคอิจฉานั้นจะทำให้อีมานทรุดลง และหมดสมรรถภาพทางความบริสุทธิ์ใจ เพราะจิตใจเต็มไปด้วยความโกรธความริษยา ดังนั้นโรคแห่งจิตใจทุกชนิดสามารถเข้ามาอาศัยอยู่ในจิตใจได้ เพราะคุณธรรมที่เคยมีอยู่ในจิตใจนั้นสูญหายไปด้วยการขยายตัวของโรคอิจฉาริษยา และนี่คือภาพอุปมาที่จะให้เห็นถึงมหันตภัยของโรคอิจฉาริษยาซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโรคเอดส์

บรรดาบรรพชนยุคแรกได้ถือโรคอิจฉานั้นเป็นโรคที่สามารถนำความหายนะมาสู่ประชาชนทั้งปวง ท่านอิมามอบูดาวู้ดได้บันทึกไว้ในหนังสืออัสสุนัน จากท่านอบีอุมามะฮฺกล่าวว่า ฉันได้เดินทางกับ อนัส อิบนิมาลิก และได้ผ่านหมู่บ้านกลุ่มชนที่สูญพันธุ์ไป ซึ่งในหมู่บ้านนั้นไม่มีเครื่องหมายบ่งชี้ว่ามีใครอยู่เลย ฉันได้ถาม อนัส อิบนิมาลิก ว่า “ท่านรู้จักหมู่บ้านนี้ไหม ?” ท่านอนัส อิบนุมาลิก กล่าวว่า

مَا أَعْرَفَنِي بِهَا وَبِأَهْلِهَا هَذِهِ دِيَارُ قَوْمٍ أَهْلَكَهُمْ الْبَغْيُ وَالْحَسَدُ إِنَّ الْحَسَدَ يُطْفِئُ نُورَ الْحَسَنَاتِ وَالْبَغْيُ يُصَدِّقُ ذَلِكَ أَوْ يُكَذِّبُهُ وَالْعَيْنُ تَزْنِي وَالْكَفُّ وَالْقَدَمُ وَالْجَسَدُ وَاللِّسَانُ وَالْفَرْجُ يُصَدِّقُ ذَلِكَ أَوْ يُكَذِّبُهُ

“รู้สิ ทั้งหมู่บ้านและหมู่ชนที่เคยอยู่ในหมู่บ้าน นี่เป็นหมู่บ้านที่ประสบความหายนะเนื่องจากความอธรรมและอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน แท้จริงอิจฉาริษยานั้นย่อมดับรัศมีแห่งคุณธรรม และความอยุติธรรมจะเป็นผลปรากฏยืนยัน(ในเรื่องอิจฉา) เปรียบเสมือนตาจะกระทำซินา(มองดู) และมือ เท้า สรีระ ลิ้น อวัยวะเพศ จะเป็นผลปรากฏยืนยัน(ในเรื่องซินา)ตามนั้น”

ท่านอิมามอิบนุลก็อยยิมได้อรรถาธิบายหะดีษที่ท่านนบีกล่าวถึงการทำลายและโทษของอิจฉาริษยาที่ระบุข้างต้น ท่านกล่าวว่า ผู้อิจฉาริษยาเมื่อคัดค้านความโปรดปรานของอัลลอฮฺต่อบ่าวของพระองค์ การอิจฉาและคัดค้านนั้นจะทำให้ผลบุญของเขาเสียหายไป ท่านอิมามอิบนุลก็อยยิมกำลังบอกว่า โทษร้ายแรงของอิจฉาริษยามันมิใช่ความผิดระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เท่านั้น แต่มันเป็นการละเมิดพระประสงค์ของอัลลอฮฺด้วยการคัดค้านความโปรดปรานที่อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้สำหรับคนหนึ่งคนใด ซึ่งการคัดค้านนี้ถือเป็นความผิดมหันต์ เพราะเสมือนเป็นการต่อต้านอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา หรือต่อต้านสิทธิของพระองค์ในการบริหารและจัดการกิจการของโลกนี้ คนเหล่านี้ย่อมมีโทษอันร้ายแรงทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะฮฺ
มีใครรอดจากโรคอิจฉาไหม ?

هَلْ يَنْجُوْ أَحَدٌ مِنْ مَرَضِ الحَسَدِ

มีใครรอดจากโรคอิจฉาไหม ?

แท้จริงโรคอิจฉาริษยามักจะเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์ทุกๆคน เพราะเป็นความรู้สึกที่ย่อมเกิดขึ้นเนื่องด้วยความสัมพันธ์และกิจกรรมระหว่างมนุษย์ทั้งหลาย ความขัดแย้ง ความโกรธ และความเห็นที่แตกต่างกัน มักจะเกิดขึ้นโดยปริยาย เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้อื่นปะปนไปด้วยความโกรธความแค้น ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องประสบอยู่แล้ว ดังที่มีรายงานถูกบันทึกในหนังสืออัลมุศ็อนนัฟ ของอับดุรร็อซซาก ท่านนบี กล่าวว่า

أَخْرَجَ عَبْد الرَّزَّاق عَنْ مَعْمَر عَنْ إِسْمَاعِيل بْن أُمَيَّة رَفَعَهُ ( ثَلَاث لَا يَسْلَم مِنْهَا أَحَد : الطِّيَرَة وَالظَّنّ وَالْحَسَد . قِيلَ : فَمَا الْمَخْرَج مِنْهَا يَا رَسُول اللَّه ؟ قَالَا : إِذَا تَطَيَّرْت فَلَا تَرْجِع , وَإِذَا ظَنَنْت فَلَا تُحَقِّق , وَإِذَا حَسَدْت فَلَا تَبْغ ) .

ความว่า : “สามประการไม่มีใครปลอดภัยจากมัน การเชื่อในโชคร้าย ความสงสัย(ต่อผู้อื่น) และการอิจฉาริษยา” ท่านนบีถูกถามว่า “และทางรอดจากมันคืออะไร ?” ท่านกล่าวว่า “ถ้าท่านหลงเชื่อกับโชคร้ายก็อย่าปฏิบัติตามนั้น และเมื่อท่านสงสัยต่อผู้อื่นก็อย่าเชื่อในข้อสงสัยนั้น และเมื่อท่านริษยาท่านอย่าละเมิดผู้อื่น” (ท่านอิมามอิบนุฮาญัรได้ระบุหะดีษนี้ในหนังสือฟัตฮุ้ลบารี และไม่วิจารณ์สายสืบแต่อย่างใด)

وَعَنْ الْحَسَن الْبَصْرِيّ قَالَ : مَا مِنْ آدَمِيّ إِلَّا وَفِيهِ الْحَسَد
. فَمَنْ لَمْ يُجَاوِز ذَلِكَ إِلَى الْبَغْي وَالظُّلْم لَمْ يَتْبَعهُ مِنْهُ شَيْء .

ท่านอัลหะซัน อัลบัศรียฺ ได้ยืนยันในพจนารถข้างต้นด้วยคำกล่าวว่า ไม่มีมนุษย์คนหนึ่งคนใดเว้นแต่ต้องมีการอิจฉาริษยา หากใครไม่(นำอิจฉาริษยา)ไปสู่ความอธรรมและละเมิด(ผู้อื่น) (อิจฉาริษยา)จะไม่ติดตามมาด้วย

นั่นหมายรวมว่าจากตัวบทข้างต้นสรุปได้ว่า เรื่องอิจฉาริษยาอาจเกิดขึ้นกับความรู้สึกโดยธรรมชาติ เหมือนความโมโห ความเสียใจ ความเศร้าโศก และความรู้สึกอื่นๆ แต่มุสลิมมีหน้าที่ระงับยับยั้งความรู้สึกเหล่านั้นหากก่อให้มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้นถ้าอิจฉาริษยาละเมิดไปสู่ความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นนั้นได้เสียหายและประสบความหายนะ ก็เป็นความผิดที่ต้องพยายามลบล้างและหลีกเลี่ยงโดยทันที มันเป็นมหันตภัยใกล้ตัวเหลือเกิน และเป็นภารกิจที่มุสลิมต้องทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอคือการขจัดโรคอิจฉาริษยาจากจิตใจ
ทำอย่างไรจึงจะหนีพ้นจากโรคอิจฉาริษยา

مَاذَا نَفْعَلُ لِنَسْلَمَ مِنْ مَرَضِ الحَسَدِ ؟

ทำอย่างไรจึงจะหนีพ้นจากโรคอิจฉาริษยา

ก่อนอื่นเราต้องตระหนักว่าไม่มีมนุษย์ที่เกิดด้วยความโกรธแค้นต่อคนอื่น และโรคอิจฉาริษยานั้นย่อมเกิดจากน้ำมือของมนุษย์เอง หมายถึงมิใช่ลักษณะบังคับทางธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้างไว้ เช่น การเกิดมาเป็นเพศหญิงหรือชาย ผิวขาวหรือดำ หากเป็นความรู้สึกที่จะถูกขยายตัวในจิตใจของมนุษย์โดยมีองค์ประกอบหลายประการ แต่ปัจจัยหลักที่จะทำให้อิจฉาริษยาเกิดขึ้นคือ 2 ประการ ประการแรกเกี่ยวกับความศรัทธาต่อพระกำหนดของอัลลอฮฺ เพราะผู้อิจฉาริษยาไม่ยอมหรือไม่พอใจที่ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความโปรดปรานอย่างหนึ่งอย่างใด ประการที่สอง เกี่ยวกับจิตใจมนุษย์ที่หลงกับดุนยา ปรารถนาในเรื่องวัตถุ มีความหวังสูงต่อความมั่งคั่งร่ำรวย โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายอื่นๆในทางศีลธรรมและศาสนา จึงมิสามารถสัมผัสกับรสชาติแห่งสมถะ อันก่อให้ผู้อิจฉามีความหวงแหน ความอยาก และกิเลส ซึ่งนั่นคือปัจจัยร้ายแรงที่ทำให้โรคอิจฉานั้นเกิดขึ้นและระบาดไปทุกมุมทุกด้านในชีวิตของมนุษย์ ผู้ที่มีการอิจฉาริษยาก็จะมองถึงสิ่งดีหรือมองคนดีในแง่ลบเสมอ จนกระทั่งอาจไม่อยากให้ความดีเกิดขึ้นในโลกนี้เลย เนื่องจากความแค้นที่มันเติบโตและขยายตัวจนกระทั่งไม่เพียงพอที่จะแค้นตัวบุคคลที่มีความดี หนำซ้ำยังแค้นความดีมีคุณธรรมไปเสียด้วย เราก็เห็นในสังคม คนที่อิจฉาผู้อื่นเนื่องจากอัลลอฮฺทรงให้ฮิดายะฮฺแก่เขาให้เป็นคนดี ละหมาดและปฏิบัติตนเรียบร้อยตามหลักศาสนา แต่ผู้อิจฉาที่ไม่พอใจให้คนอื่นดีเลิศกว่าเขา เกิดความแค้นจนกระทั่งทิ้งละหมาด ละความดีไปเสียด้วย

หากผู้อิจฉาริษยาต้องการหนีให้พ้นจากมหันตภัยนี้

ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

1. ต้องเชื่อและตระหนักว่าโลกนี้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ อันมีความยุติธรรมที่บริบูรณ์ และมีความเหมาะสมตามที่พระองค์ทรงรู้ยิ่งมากกว่ามนุษย์ หากมีใครเหนือกว่าใคร ก็ย่อมมีความเหมาะสมที่อัลลอฮฺทรงรู้แต่มนุษย์ไม่รู้ หากมีใครต่ำกว่าใคร ก็ย่อมเป็นความสวยงามที่มีเหตุผล แต่มนุษย์หารู้ไม่ กฎสภาวะที่อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้นั้น(อัลกอฎออฺวัลกอดัร)เป็นอะกีดะฮฺ คือหลักศรัทธาที่เราต้องตระหนักอย่างแน่วแน่และมั่นคง คนที่มีความตระหนักตามข้อแนะนำดังกล่าว จะลิ้มรสชาติแห่งความสบายใจ และจะปรากฏซึ่งความสุขสบายในจิตใจของตน เพราะอีมานต่อกอฎออฺและกอดัรจะยับยั้งความรู้สึกหรือความแค้น หรือการริษยาทุกประเภทที่อาจเกิดขึ้น และจะถูกขจัดด้วยความบริสุทธิ์แห่งอีมาน และจะถูกชำระล้างด้วยด้วยความเชื่อที่หนักแน่นต่อพระผู้ทรงยุติธรรมทรงปรีชาญาณ
2. จำเป็นต้องเข้าใจว่าความโปรดปรานทางวัตถุ มิอาจเป็นความดีเสมอ เช่น คนมีมั่งมีอาจไม่ใช่คนที่มีความสุขเสมอไป ฉะนั้นการอิจฉาคนรวยอาจเป็นกา�

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s