หะดีษ 3 ซานาวี تحريم الخلوة بالمرأة الأجنيبة

الحديث السادس   تحريم الخلوة بالمرأة الأجنيبة

ابْنَ عَبَّاسٍ يَقُولُ سَمِعْتُ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَخْطُبُ يَقُولُ لَا يَخْلُوَنَّ رَجُلٌ بِامْرَأَةٍ إِلَّا وَمَعَهَا ذُو مَحْرَمٍ وَلَا تُسَافِرْ الْمَرْأَةُ إِلَّا مَعَ ذِي مَحْرَمٍ فَقَامَ رَجُلٌ فَقَالَ يَا رَسُولَ اللَّهِ إِنَّ امْرَأَتِي خَرَجَتْ حَاجَّةً وَإِنِّي اكْتُتِبْتُ فِي غَزْوَةِ كَذَا وَكَذَا قَالَ انْطَلِقْ فَحُجَّ مَعَ امْرَأَتِكَ

ชายจะไม่อยู่ตามลำพังกับสตรีใดนอกจากต้องมีมะหฺรอมอยู่ด้วย และสตรีใดๆจะไม่เดินทาง เว้นแต่จะต้องมีมะหฺรอม ไปด้วย แล้วได้มีชายคนหนึ่งยืนขึ้น พร้อมกล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ แท้จริงภรรยาของข้าพเจ้าประสงค์จะออกไปทำฮัจญ โดยที่ตัวข้าพเจ้าถูกบันทึก(ถูกเกณฑ์)ให้ออกไปทำสงคราม อย่างนั้น อย่างนี้ ท่านรอซูลกล่าวว่า”ท่านจงออกไปทำฮัจญกับภรรยาของท่านเถิด – มุตตะฟักอะลัยฮิ

ประวัตผู้รายงานหะดิษ
ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนิ อับบ๊าส

ชื่อ…วันเดือนปีเกิด
ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อับบ๊าส เกิดก่อนการฮิจญ์เราะฮฺของท่านนบี 3 ปี เมื่อท่านรอซูล วะฟาตขณะนั้นท่านอิบนิ อับบ๊าส มีอายุเพียง สิบสาม ปีทั้งๆที่อายุยังน้อย

หะดิษที่ท่านจำทั้งหมาด
ท่านก็ท่องจำฮะดีษจากท่านนบีถึง 1660 ฮะดีษ นับเป็นประโยชน์แก่มุสลิมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งท่านอิหม่ามบุคอรีย์และมุสลิม ได้บันทึกไว้ในซ่อฮี้ฮฺของท่านทั้งสอง

บทบาทหน้าที่ของท่าน
ด้วยความมีวิชา มีความรู้ มีความเข้าใจ และฉลาดเฉลียว จึงทำให้ท่านกลายเป็นที่ปรึกษาของท่านคอลีฟะห์ทั้งๆที่ท่านยังมีอายุน้อยขณะที่ท่านอุมัร ประสบปัญหายุ่งยากลำบากในการตัดสินใจ ท่านจะต้องเรียกบรรดาศอหะบะห์ชั้นอาวุโสมาปรึกษาหารือด้วย และเมื่อมาถึงท่านอุมัร ให้เกียรติเข้ามานั่งใกล้ๆ แล้วท่านก็กล่าวว่า :
เรามีปัญหาที่ต้องการแก้ไขขอให้ท่านช่วยคิดหาหนทางด้วย
ครั้งหนึ่งท่านอุมัรเคยถูกตำหนิ เพราะนำท่านอิบนิ อับบ๊าส เข้าร่วมประชุมกับผู้อาวุโส ทั้งๆที่ยังเป็นเด็กหนุ่มเท่านั้น แต่ท่านอุมัร กล่าวว่า :
แท้จริงเขาเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์มีลิ้นที่ชอบซักถาม สืบสวน มีสติปัญญาดี
ท่านอิบนิ อับบ๊าส นั้น นอกจากจะสอนวิชาประจำแล้ว ท่านยังใช้เวลาอีกส่วนหนึ่งกล่าวสุนทรพจน์ตักเตือนผู้ประพฤติผิดเช่นครั้งหนึ่งท่านได้กล่าวตักเตือนว่า :
โอ้ผู้ทำผิดเอ๋ย ท่านอย่าได้คิดว่าจะรอดพ้นจากการทรมานไปได้ จงทราบเถิดว่าการลงโทษที่จะตามมานั้น เจ็บแสบยิ่งกว่าหลายเท่านัก
การที่ท่านดีใจว่าสามารถประพฤติชั่วได้สำเร็จนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการทำบาป การที่ท่านเสียใจเพราะหมดโอกาสทำสิ่งผิด บาปนั้นร้ายแรงกว่าการทำบาป การที่ท่านกลัวว่าลมจะพัดม่านกั้นในขณะที่ท่านกำลังกระทำความผิด ทั้งๆที่หัวใจไม่ได้คำนึงว่า อัลเลาะห์กำลังมองดูการกระทำของท่านอยู่นั้นย่อมร้ายแรงกว่าการทำบาปเสียอีก

อธิบายหะดิษ

ญะซากัลลอฮฺ เว็บต้นฉบับ http://muslimtanee.igetweb.com

อันตรายจากการคุลวะฮฺ(อยู่เพียงลำพัง)ระหว่างสตรีกับบุรุษ

การที่อิสลามมีบัญญัติห้ามมิให้อยู่ร่วมกันเพียงลำพังในที่ลับตาคน(คุลวะฮฺ)ระหว่างสตรีกับบุรุษเพศที่เป็นอัจญ์นะบี (ที่แปลกหน้าและแต่งงานกันได้)นั้น เนื่องเพราะมีเป้าประสงค์ที่จะยับยั้งและป้องกันช่องโหว่ที่จะก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาและไม่ดีงามต่างๆต่อตัวสตรี เกียรติ และครอบครัวของนาง เพราะการอยู่ร่วมกันเพียงลำพังในที่ลับตาคนและบรรยากาศที่เอื้ออำนวยและไม่ปลอดภัยจากฟิตนะฮฺระหว่างทั้งสองฝ่าย เป็นการเอื้อโอกาสให้กระทำความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ เพราะบุรุษจะเป็นคนที่หวั่นไหวง่ายและอ่อนแอที่สุด(ไม่สามารถยับยั้งและบังคับใจตนเอง) เมื่อยามที่ได้อยู่ร่วมกับสตรีเพียงลำพังสองต่อสอง เช่นเดียวกับสภาพของสตรี

นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

مَا تَرَكْتُ بَعْدِي فِتْنَةً أَضَرَّ عَلَى الرِّجَالِ مِنْ النِّسَاءِ

“ฉันไม่ได้จากสิ่งใดที่เป็นฟิตนะฮฺหลังจากฉัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อบรรดาบุรุษเพศมากไปยิ่งกว่าฟิตนะฮฺที่เกิดจากบรรดาสตรี” (อัลบุคอรีย์,กิตาบอัลหัจญ์, หะดีษที่ 4706, มุสลิม, หิตาบอัซซิกร วัดดุอาอฺ มัตเตาบะฮฺ วัลอิสติฆฟารฺ, หะดีษที่ 4923, 4924)

ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงมีบัญญัติห้ามการคุลวะฮฺ เพื่อเป็นการป้องกันสตรีจากการถูกครหานินทาและเพื่อปกป้องเกียรติของนางให้คงอยู่ตลอดไป

1. หุก่มของการ”คุลวะฮฺ”
อิหม่ามอัชเชากานีย์ กล่าวว่า “การคุลวะฮฺหรือการอยู่ร่วมกันเพียงลำพังระหว่างสตรีและบุรุษอัจญ์นะบี เป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม)อย่างเป็นเอกฉันท์ เนื่องเพราะมีระบุในหะดีษว่า ทุกครั้งที่มีการอยู่ร่วมกันเพียงลำพังสองต่อสองระหว่างสตรีกับบุรุษ มารร้ายชัยฏอนก็จะมาร่วมเป็นบุคคลที่สามเสมอ และการมาอยู่ร่วมกันของชัยฏอนจะก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีงามและการกระทำที่เป็นบาปและต้องห้าม” (อัชเชากานีย์,นัยลุลเอาฏอร, 6/120)

อิหม่ามอันนะวะวีย์ กล่าวว่า “ส่วนการอยู่เพียงลำพังระหว่างบุรุษกับสตรีอัจญ์นะบีโดยปราศจากบุคคลที่สามร่วมอยู่ด้วย เป็นสิ่งที่ต้องห้าม(หะรอม)อย่างเป็นเอกฉันท์ในหมู่อุละมาอ์ เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าบุคคลที่สามที่ร่วมอยู่ด้วยเป็นบุคคลที่ไม่เป็นที่น่าละอายของทั้งสองฝ่าย เนื่องจากอายุยังน้อยเป็นต้น และการห้ามดังกล่าวครอบคลุมการคุลวะฮฺหรือการอยู่เพียงลำพังระหว่างสตรีกับบุรุษในทุกๆที่ ไม่ว่าจะเป็นที่สาธารณะหรือที่เฉพาะส่วนบุคคล หรือไม่ว่าจะอยู่ในสภาพการนั่ง หรือยืน หรืออยู่ระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะใกล้ หรือไกลก็ตาม (อันนะวะวีย์, ชัรหฺเศาะหีหฺมุสลิม 9/109)

2. ลักษณะและรูปแบบต่างๆของการคุลวะฮฺ
1. การอยู่ร่วมกันเพียงลำพังของสตรีกับคู่หมั้นและการออกนอกบ้านกับเขาก่อนที่จะมีการแต่งงานกันอย่างเป็นทางการ

2. การอยู่ร่วมกันเพียงลำพังของสตรีกับพนักงานขับรถแท็กซี่ ไม่หรือพนักงานขับรถส่วนตัวหรือรถส่วนกลาง

3. การอยู่ร่วมกันเพียงลำพังของนางพยาบาลหรือนางแพทย์กับบุรุษอัจญ์นะบี ไม่ว่าเขาจะเป็นนายพยาบาลหรือนายแพทย์ หรือบุคคลทั้วไปก็ตาม

4. การอยู่ร่วมกันเพียงลำพังของนายแพทย์กับคนไข้ที่เป็นสตรีโดยปราศจากมะหฺร็อม(ญาติผู้ใกล้ชิดของสตรี)

5. การอยู่ร่วมกันเพียงลำพังของอาจารย์ที่ปรึกษากับนักศึกษาสตรี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านการให้คำปรึกษาก็ตาม

6. การอยู่ร่วมกันลำพังของบุรุษกับคนใช้สตรีภายในบ้าน

7. การอยู่ร่วมกันเพียงลำพังของหญิงวัยชรากับบุรุษอัจญ์นะบี

8. การอยู่ร่วมกันเพียงลำพังของสตรีกับลูกชายของลุงหรืออา(ลูกพี่ลูกน้อง) หรือพี่ชายและน้องชายของสามี

9. การอยู่ร่วมกันเพียงลำพังของสตรีกับพนักงานตัดเสื้อชาย

10. การอยู่ร่วมกันเพียงลำพังของสตรีกับพนักงานขายของภายในร้านโดยปราศจากมะหฺร็อม

11. การอยู่ร่วมกันเพียงลำพังในห้องทำงานที่มิดชิดและเป็นการส่วนตัวระหว่างหัวหน้าชายกับเลขาสตรีหรือทางกลับกัน หรือระหว่างพนักงานด้วยกัน ฯลฯ

ลักษณะและรูปแบบต่างๆของการคุลวะฮฺที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่น้อยนิดเท่านั้น ดังนั้นสตรีมุสลิมะฮฺผู้รักนวลสงวนตัวจึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงจากการคุลวะฮฺดังกล่าว

3. หลักฐานการห้ามคุลวะฮฺ3.1 หลักฐานจากอัลกุรอ่าน
อัลลอฮฺกล่าวว่า

وَإِذَا سَأَلْتُمُوهُنَّ مَتَاعاً فَاسْأَلُوهُنَّ مِن وَرَاء حِجَابٍ ذَلِكُمْ أَطْهَرُ لِقُلُوبِكُمْ وَقُلُوبِهِنَّ

และเมื่อพวกเจ้าขอสิ่งใดจากพวกนาง ก็จงขอพวกนางจากหลังม่าน เช่นนั้นแหละเป็นการบริสุทธิ์อย่างยิ่งแก่จิตใจของพวกเจ้าและจิตใจของพวกนาง (อัลอะหฺซาบ 33.53)

หมายความว่า อัลลอฮฺทรงห้ามบรรดาเศาะหาบะฮฺนบี ไม่ให้เข้าไปในบ้านของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เว้นแต่เมื่อได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น และห้ามไม่ให้ขอสิ่งใดจากบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นอกจากด้วยการยืนขออยู่หลังม่านเท่านั้น…

เหตุผลหลักของคำสั่งดังกล่าว ก็เพื่อป้องกันไม่ให้บุรุษอัจญ์นะบีสามารถมองเห็นเรือนร่างของบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และการอนุญาตให้อยู่ร่วมกันเพียงลำพังระหว่างสตรีกับบุรุษเป็นสิ่งที่ขัดกับเหตุผลดังกล่าวข้างต้นอย่างชัดเจน และถ้าหากว่าการอยู่ร่วมกันเพียงลำพังดังกล่าวเป็นสิ่งที่อนุญาต อัลลอฮฺก็คงไม่ทรงห้ามไม่ให้เข้าไปยังบ้านของท่านนบีศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากท่าน หรืออนุญาตให้ขอสิ่งใดๆจากบรรดาภรรยาของท่านบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมโดยปราศจากม่าน ในเมื่อคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นกับบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลที่ห่างไกลจากการประกอบกรรมชั่ว ชอบละหมาดและกราบไหว้อัลลอฮฺอย่างเนืองนิตย์ ดังนั้นบรรดาสตรีมุสลิมะฮฺที่ไม่ใช่ภรรยาของท่านนบีจึงสมควรที่จะปฏิบัติตามและน้อมรับคำสั่งดังกล่าวมากยิ่งกว่าบรรดาภรรยาของท่านนบีเท่าทวีคูณ (ดร.มุหัมมัด หะสัน, เกาะฎอยา อัลมัรอะฮฺ อัลมุสลิมะฮฺ, หน้า 146)

3.2 หลักฐานจากสุนนะฮฺ
1. อิบนุอับบาส เล่าว่า นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

لاَ يَخْلُوَنَّ رَجُلٌ بِامْرَأَةٍ، وَلاَ تُسَافِرَنَّ امْرَأَةٌ إِلاَّ وَمَعَهَا مَحْرَمٌ
“บุรุษ(อัตญ์นะบี)จงอย่าอยู่ร่วมกับสตรี(อัจญ์นะบียะฮฺ)เพียงลำพังเป็นอันขาด และสตรีจงอย่าเดินทางเพียงลำพังคนเดียวเป็นอันขาดนอกจากว่าจะมีมะหฺร็อมของนางร่วมอยู่ด้วย” (อัลบุคอรีย์,กิตาบอันนิกาหฺ, หะดีษที่ 2784, 4832, มุสลิม, กิตาบอัลหัจญ์, หะดีษที่ 2391)

2. อุกบะฮฺ บิน อามิร เล่าว่า

أَنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ: إِيَّاكُمْ وَالدُّخُولَ عَلَى النِّسَاءِ. فَقَالَ رَجُلٌ مِنْ الأَنْصَارِ: يَا رَسُولَ اللهِ، أَفَرَأَيْتَ الْحَمْوَ؟. قَالَ: الْحَمْوُ الْمَوْتُ
“แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พวกเจ้าจงอย่าเข้าไปหาบรรดาสตรี(โดยเพียงลำพัง)” ดังนั้นชายชาวอันศ้อรท่านหนึ่งถามขึ้นว่า “โอ้ท่านรสูลของอัลลอฮฺ ถ้าเป็นญาติของสามีนางล่ะจะได้ไหม?” ท่านตอบว่า “ญาติของสามีนางนั่นแหละคือความตาย” (อัลบุคอรีย์, กิตาบ อันนิกาหฺ, กะดีษที่ 4831, มุสลิม, กิตาบ อัสสลาม, หะดีษที่ 4037)

3. อับดุลลอฮฺ บิน อัมรู บิน อัลอาศ เล่าว่า

“แท้จริงได้มีบุรุษตระกูลฮาชิมีย์(ซึ่งเป็นญาติของท่านนบี) กลุ่มหนึ่งเข้าไปหาอัสมาอฺ บินตุ อุมัยส์ ดังนั้นพออบู บะกัร อัศศิดดีก เข้าไปพบนาง ซึ่งนางเป็นภรรยาของท่าน และได้พบกับบุรุษเหล่านั้น ท่านก็ไม่พอใจ ท่านจึงนำเรื่องดังกล่าวไปแจ้งให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทราบ ท่านนบีจึงกล่าวว่า “ฉันไม่เห็น(ว่าการกระทำของพวกเขาดังกล่าวเป็นการเสียหายแต่ประการใด) นอกจากจะเป็นการดีเสียอีก” และม่านกล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงทำให้นางบริสุทธิ์(พ้นจากมลทิน) จากการดังกล่าว” หลังจากนั้น ท่านก็ลุกขึ้นกล่าวปราศรัยบนมินบัรว่า

لاَ يَدْخُلَنَّ رَجُلٌ بَعْدَ يَوْمِي هَذَا عَلَى مُغِيبَةٍ إِلاَّ وَمَعَهُ رَجُلٌ أَوْ اثْنَانِ.

“หลังจากวันนี้ ห้ามบุรุษเข้าไปหาสตรีที่สามีไม่อยู่บ้านเพียงลำพัง นอกจากว่า จะมีเพื่อนอีกคนหนึ่งหรือสองคน” (มุสลิม, กิตาบ อัสสลาม, หะดีษที่ 4039)

4. ญาบิร บิน อับดิลลาฮฺ เล่าว่า นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

…وَمَنْ كَانَ يُؤْمِنُ بِاللهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ فَلَا يَخْلُوَنَّ بِامْرَأَةٍ لَيْسَ مَعَهَا ذُو مَحْرَمٍ مِنْهَا فَإِنَّ ثَالِثَهُمَا الشَّيْطَانُ

“…และผู้ใดที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคีเราะฮฺ ดังนั้นเขาจงอย่าอยู่ร่วมกับสตรีเพียงลำพังโดยปราศจากมะหฺร็อมของนางเป็นอันขาด เพราะแท้จริงบุคคลที่สาม(ที่จะอยู่ร่วมกับทั้งสอง) คือชัยฏอน” (อะหมัด, อัลมุสนัด, หะดีษที่ 14124)

5. อับดุลลอฮฺ บิน อัมรู บิน อัลอาศ กล่าวว่า

إِنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَهَانَا أَوْ نَهَى أَنْ نَدْخُلَ عَلَى النِّسَاءِ بِغَيْرِ إِذْنِ أَزْوَاجِهِنَّ

“แท้จริงรสูลุลลอฮฺ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามเราหรือห้ามไม่ให้เข้าไปหาบรรดาสตรี โดยปราศจากการอนุญาตของสามีนาง” (อัตติรมิซีย์, กิตาบ อัลอาดาบ, หะดีษที่ 2703, อะหมัด, อัลมุสนัด, หะดีษที่ 17137)

4. ความอัศจรรย์ทางสังคมในบัญญัติอิสลาม
ถึงจุดนี้เราลองมาไตร่ตรองถึงความอัศจรรย์ทางสังคมอันยิ่งใหญ่ ซึ่งได้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมมาแล้ว ทั้งในสังคมยุโรปตะวันตกและในสังคมบ้านเราปัจจุบัน ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องเพราะสังคมเห็นว่าการเดินทางไปไหนมาไหนของสตรีเพียงลำพังและการอยู่ร่วมกันสองต่อสองระหว่างสตรีกับบุรุษเป็นสิ่งที่ปกติธรรมดา และไม่เสียหาย..

ดร.เคียวธีย์ เปเรร ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพบปะกันระหว่างชายกับหญิง กล่าวว่า “แท้จริงสตรีจะคอยส่งสัญญาณลับให้กับบุรุษ เพื่อจูงใจอีกฝ่ายหนึ่งให้ยอมรับว่าเขาพึงพอใจนาง ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นในทุกๆที่ที่มีการพบปะกันระหว่างชายกับหญิง”.

เช่นเดียวกับคำสารภาพของ ดร.โมนีก้า มัวร์ อาจารย์จิตวิทยา ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสภาพของสตรี ว่า “พบว่ามีสัญญาณลับ ถึง 52 สัญญาณที่สตรีใช้ส่งไปยังบุรุษ เพื่อส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายทราบว่านางต้องการที่จะทำความรู้จักกับเขา” และ ดร.โมนีก้า ยังกล่าวอีกว่า “มีสัญญาณหลักๆอยู่ 7 สัญญาณ ที่มักจะใช้กันในหมู่สตรีเพื่อดึงดูดความสนใจจากฝ่ายตรงข้าม นั่นคือ การส่งยิ้มหวาน การแอบมองข้างๆห้อง การเต้นรำเพียงลำพัง การส่งเสียงหัวเราะ การชายตามองสั้นๆ การเสยผมเป็นระยะๆ และการทำตัวนอบน้อมต่อหน้าบุรุษ… (ซาลิม บิน มุหัมมัด อัลยุฮะนี, หุก่มคุลวะฮฺ อัลมัรอะฮฺ บิลอัจญ์นะบีย์, หน้า 10-11)

เกี่ยวกับเรื่องนี้ บรรดาอุละมาอฺได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ว่าการอยู่ร่วมกันสองต่อสองระหว่างสตรีกับบุรุษ ถึงแม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีการพูดคุยกัน แต่ชัยฏอนก็จะพยายามหาวิธีการชักจูงและดึงดูดให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความรู้สึกพึงพอใจซึ่งกันและกันจนได้ ไม่ช้าก็เร็ว โดยเฉพาะด้านพฤติกรรมและความเคลื่อนไหวของสตรี (มุหัมมัด รอชีด, ริสาละฮฺ อิลา มุอฺมินะฮฺ, 2/32)

5. การคุลวะฮฺของสตรีกับญาติของสามีและอื่นๆ

อิหม่ามอันนะวะวีย์ กล่าวว่า “บรรดานักภาษาศาสตร์ต่างเห็นพ้องกันว่า ญาติของสามี หมายถึง พ่อ ลุงหรืออา พี่หรือน้อง ลูกของพี่หรือน้อง(หลานชาย) ของสามี เป็นต้น (ศอลิหฺ อัลเฟาซา, ตันบีฮาต อะลา อะหกาม ตะคุสศุ บิลมัรอะฮฺ, หน้า 168)

และท่านกล่าวอีกว่า “ส่วนความหมายของหะดีษที่ว่า “ญาติของสามีคือความตาย(หายนะ)” หมายถึง ความกลัว(ที่จะเกิดอันตรายและสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม)จากพวกเขามีมากกว่าจากคนอื่น และมีโอกาสเป็นไปได้สูง เช่นเดียวกับฟิตนะฮฺ(ข้อครหา)ต่างๆ เพราะโอกาสที่เอื้ออำนวยในการที่จะเข้าไปถึงตัวของสตรี(เนื่องจากความใกล้ชิด) และอยู่ร่วมกันตามลำพังมีมากกว่า และไม่เป็นที่ครหาของผู้อื่นด้วย ซึ่งค้านกับสถานะของคนนอกที่เป็นอัจญ์นะบี…

แต่มุสลิมบางคนกลับรับไม่ได้กับการที่จะห้ามไม่ให้มีการอยู่ร่วมกัน และพูดคุยกันเพียงลำพังระหว่างสตรีกับญาติของสามี พวกเขามองเรื่องดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่เคร่งครัดและยุ่งยากเกินที่จะรับได้ ดังนั้น เราจึงพบว่าบรรดาลูกสาวของพวกเขาจะอยู่ปะปนกับบรรดาหลานชายของเขา(ลูกพี่ลูกน้อง) และไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสองอย่างเป็นปรกติวิสัย !!!

ได้มีคนถามเชคอับดุลอาซีซ บิน บาซ ว่า “อนุญาตให้บุรุษมุสลิมขับรถไปส่งสตรียังบ้านของนาง แบบสองต่อสองโดยปราศจากมะหฺร็อม หรือไม่ ? และถ้าหากว่าจำเป็นต้องทำอย่างนั้นจริงๆ จะมีหุก่มว่าอย่างไร ?

ท่านตอบว่า “การกระทำเยี่ยงดังกล่าวไม่เป็นที่อนุญาต เนื่องเพราะคำกล่าวของท่านนบีฅศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัมที่ว่า

لاَ يَخْلُوَنَّ رَجُلٌ بِامْرَأَةٍ إِلاَّ وَمَعَهَا ذُوْ مَحْرَمٍ

“บุรุษ(อัจญ์นะบี)จงอย่าอยู่ร่วมกับสตรี(อัจญ์นะบียะฮฺ)เพียงลำพังเป็นอันขาด นอกจากว่าจะมีมะหฺร็อมของนางร่วมอยู่ด้วย”

และคำกล่าวของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมที่ว่า

لاَ يَخْلُوَنَّ رَجُلٌ بِامْرَأَةٍ فَإِنَّ ثَالِثَهُمَا الشَّيْطَانُ

“บุรุษจงอย่าอยู่ร่วมกับสตรีเพียงลำพัง(โดยปราศจากมะหฺร็อมของนาง)เป็นอันขาด เพราะแท้จริงบุคคลที่สาม(ที่จะอยู่ร่วมกับทั้งสอง) คือชัยฏอน”

และถ้าหากว่ามีบุคคลที่สามร่วมเดินทางด้วย ปัญหาการคุลวะฮฺที่เกิดขึ้นระหว่างบุรุษและสตรีก็จะอันตรธานหายไปอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่เป็นการอันตรายหรือเสียหายใดๆ” (นิตยสาร อัดดะอฺวะฮฺ ฉบับปี 1400 ฮ.ศ.)

และมีสตรีนางหนึ่งถามท่านว่า “เราได้ยินคำพูดมากมายว่าเมื่อใดที่บุรุษได้อยู่กับสตรีเพียงลำพังสองต่อสองก็จะมีการผิดประเวณีขึ้น แต่สิ่งที่เราพบเห็นในปัจจุบันกลับค้านกับสิ่งดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง เพราะบ่อยครั้งที่เราได้นั่งรถไปกับคนขับรถและกับลุกพี่ลูกน้องของเรา แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างว่าเลย ท่านจะตอบชี้แจงเราอย่างไรเพื่อให้เราเชื่อในสิ่งที่ท่านกล่าวมา?”

ท่านตอบว่า “ฉันขอกล่าวแก่เธอว่า แท้จริง สิ่งที่เธอกล่าวมาทั้งหมดล้วนผิดพลาดและเพ้อเจ้อทั้งสิ้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะแท้จริงสตรีมุสลิมะฮฺที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ จำเป็ต้องยอมรับและเชื่อมั่นต่อทุกสิ่งที่มาจากคำสอนของอัลกุรอ่านและสุนนะฮฺ หากไม่แล้ว เธอจะเป็นผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺได้อย่างไร ในเมื่อเธอไม่ยอมรับและเชื่อมั่นในคำตรัสของพระองค์ ที่ทรงตรัสไว้ว่า

وَإِذَا سَأَلْتُمُوهُنَّ مَتَاعاً فَاسْأَلُوهُنَّ مِن وَرَاء حِجَابٍ ذَلِكُمْ أَطْهَرُ لِقُلُوبِكُمْ وَقُلُوبِهِنَّ

และเมื่อพวกเจ้าขอสิ่งใดจากพวกนาง ก็จงขอพวกนางจากหลังม่าน เช่นนั้นแหละเป็นการบริสุทธิ์อย่างยิ่งแก่จิตใจของพวกเจ้าและจิตใจของพวกนาง (อัลอะหฺซาบ 33.53)”

“พี่น้องมุสลิมะฮฺของฉัน เธอลองไตร่ตรองดูให้ดีสิ พระองค์ทรงสั่งกำชับแก่บุรุษเพศทุกครั้งที่พวกเขาจะมาขอสัมภาระจากเรา ซึ่งพวกเขาจำเป็นต้องใช้ และการขอของพวกเขาต่อพวกเราซึ่งเป็นสตรีเพศจะดำเนินไปโดยทางหลังม่านหรือสิ่งกีดขวางที่พวกเขาไม่สามารถมาถึงตัวเราได้ ดังนั้นพวกเขาก็จะไม่สามารถมองเอารัตของเราเลยแม้แต่น้อย และไม่มีเหตุผลใดสำหรับคำสั่งดังกล่าวนอกจาก เพื่อคงไว้ซึ่งความใสสะอาดของจิตใจทั้งสองฝ่าย และป้องกันไม่ให้เกิดฟิตนะฮฺต่อตัวเรา” (อมมุ อับดุลเราะหฺมาน, ริสาละฮฺอิลา อะเคาะวาตี อัลมุสลิมาต, หน้า 14)

มีคนถามเชค มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัลอุษัยมีนว่า “อนุญาตให้ผู้ชายนั่งอยู่ในรถกับสตรีสองต่อสองหรือไม่?”

ท่านตอบว่า “ไม่อนุญาตให้ผู้ชายนั่งอยู่ในรถกับสตรีสองต่อสอง นอกจากว่าเขาเป็นมะหฺร็อมของนาง เพราะนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม กล่าวไว้ว่า

لاَ يَخْلُوَنَّ رَجُلٌ بِامْرَأَةٍ إِلاَّ مَعَ ذِي مَحْرَمٍ

“บุรุษ(อัจญ์นะบี)จงอย่าอยู่ร่วมกับสตรี(อัจญ์นะบียะฮฺ)เพียงลำพังเป็นอันขาด นอกจากว่าจะมีมะหฺร็อมของนางร่วมอยู่ด้วย” (ซาลิม อัลยุฮะนีย์, หุกม คุลวะฮฺ อัลมัรอะฮฺ บิล อัจญ์นะบีย์, หน้า 20)

เชคมุหัมมัด บิน อิบรอฮิม อาลัลเชค ได้ชี้แจงต่อข้อสงสัยของบางคนที่ว่า “ปัจจุบันมีสตรีจำนวนไม่น้อยที่ชอบมักง่าย (เช่นเดียวกับบรรดาผู้ปกครองของพวกนาง)ที่ชอบนั่งรถคนเดียวออกไปกับคนขับรถชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อมของนาง” ท่านตอบว่า “ปัจจุบันไม่มีความเคลือบแคลงหรือสงสัยใดๆอีกต่อไปว่าการที่สตรีนั่งรถไปกับคนขับรถที่ไม่ได้เป็นญาติของนาง(อัจญ์นะบี) โดยปราศจากมะฮฺร็อมเป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างชัดแจ้ง เพราะอาจก่อให้เกิดสิ่งที่เลวร้ายต่างๆตามมามากมาย และบุรุษผู้ที่อนุญาตให้ภรรยาของเขากระทำเช่นนั้น เป็นคนที่อ่อนศาสนา เป็นผู้ชายที่ไม่เต็มร้อย และไม่มีความหึงหวงภรรยาของตนเอง…เพราะการที่นางนั่งรถไปกับชายแปลกหน้าเพียงลำพังอันตรายยิ่งกว่าการที่นางอยู่ที่บ้านเพียงลำพังกับเขา เพราะเขาสามารถที่จะพานางไปยังแห่งหนใดก็ได้ ไม่ว่านางจะจำยอมหรือขัดขืนก็ตาม…” (ดร. ศอลิหฺ อัลเฟาซาน, ตันบีฮาต อะลา อะหิกาม ตะคุสศุ อัลมุอฺมินาต, หน้า 166)

6. คำส่งท้าย
ท้ายนี้ผู้เขียนขอย้ำเตือนว่า จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และจงอย่ามักง่ายในเรื่องดังกล่าวเสมือนกับหลายๆคนที่ได้ตกเป็นเหยื่อของความมักง่ายและผิดพลาดมาแล้ว และพึงจำไว้เสมอว่า บทเรียนที่ดีนั้นจะขึ้นอยู่กับบัญญัติทางศาสนา ไม่ใช่ด้วยการปฏิบัติของมวลชน และจงรำลึกอยู่เสมอถึงคำสั่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมที่ว่า

فَإِذَا نَهَيْتُكُمْ عَنْ شَيْءٍ فَاجْتَنِبُوهُ وَإِذَا أَمَرْتُكُمْ بِأَمْرٍ فَأْتُوا مِنْهُ مَا اسْتَطَعْتُمْ
” ดังนั้นเมื่อฉันได้ห้ามพวกเจ้าไม่ให้ปฏิบัติสิ่งใด พวกเจ้าก็จงห่างไกลจากมันเสีย และเมื่อฉันสั่งให้พวกเจ้าปฏิบัติสิ่งใด พวกเจ้าก็จงปฏิบัติมัน เท่าที่พวกเจ้ามาสารถ” (อัลบุคอรีย์, กิตาบอัลอิอฺติศอม บิลกิตาม วัสสุนนะฮฺ, หะดีษที่ 6744, มุสลิม, กิตาม อัลหัจญ์, หะดีษที่ 2380)

ขออัลลอฮิทรงคุ้มครองพี่น้องมุสลิมะฮฺของเราทุกคน และญาติๆของเราจากสิ่งที่ไม่ดี และไม่พึงปรารถนาด้วย อามีน ยาร็อบ

อบู อัชบาล

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s