كتمان العلم ผู้ที่ปกปิดบิดเบือนความรู้

‏ عن ‏ ‏أبي هريرة ‏ ‏قال ‏‏قال رسول الله ‏ ‏صلى الله عليه وسلم  مَنْ سُئِلَ عَنْ عِلْمٍ فَكَتَمَهُ أَلْجَمَهُ اللَّهُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ بِلِجَامٍ مِنْ نَارٍ

จากท่านอบูฮุร็อยเราะห์ กล่าวว่า ท่านรอซูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอาลัยฮิวาซัลลัม กล่าวว่า “ใครก็ตามที่ถูกถามในเรื่องของความรู้แล้วเขาก็ซ่อนปกปิดความรู้นั้นไว้  แน่แท้ ในวันกียามะห์อัลลอฮฺจะทรงผูกปากของเขาด้วยสายบังเหียน(ที่ผูกปากม้า)จากไฟนรก” [บันทึกโดย อบูดาวุด   อัตติรมีซียฺ   อิบนุอบีซัยบาน    อะห์หมัด  อิบนุมาญะห์   อิบนุฮิบบาน  อัลฮากิม     และอื่นๆ  เชคอัลบานียฺใน ซอหี๊ยหฺสุนันอบีดาวุด 2/411]

หะีดีษนี้อยู่ในระดับ หะสานุนศอฮีห์

كلمة  الجم  أَيْ أُدْخِلَ فِي فَمِهِ لِجَامٌ لِأَنَّهُ مَوْضِعُ خُرُوجِ الْعِلْمِ وَالْكَلَامِ

คำว่า อุลยีมา คือ  สายบังเหียน(ที่ผูกปากม้า)เข้าไปในปากนั้นเหตุเพราะปากคือที่ที่เปล่งความรู้และคำพูด

 قَالَ الطِّيبِيُّ : شَبَّهَ مَا يُوضَعُ فِي فِيهِ مِنْ النَّارِ بِلِجَامٍ فِي فَمِ الدَّابَّةِ

ท่านอัตฏีบีย์กล่าว เปรียบเทียบสิ่งที่ใส่เข้าในปากที่มาจากนรกกับสายบังเหียนที่ผูกปากของสัตว์

ประวัติผู้รายงาน อาบูฮุรัยเราะห์ ดูได้ที่หัวข้อ

สิทธิของมุสลิมเหนือมุสลิมหกประการ

อธิบายหะดิษ ที่มา (islamhouse)

โทษสำหรับผู้ปกปิดความรู้

1- อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา  ได้ตรัสว่า :

إِنَّ الَّذِينَ يَكْتُمُونَ مَا أَنزَلْنَا مِنَ الْبَيِّنَاتِ وَالْهُدَىٰ مِن بَعْدِ مَا بَيَّنَّاهُ لِلنَّاسِ فِي الْكِتَابِ أُولَٰئِكَ يَلْعَنُهُمُ اللَّهُ وَيَلْعَنُهُمُ اللَّاعِنُونَسورة البقرة - عدد الآيات 286 - الآية 159إِلَّا الَّذِينَ تَابُوا وَأَصْلَحُوا وَبَيَّنُوا فَأُولَٰئِكَ أَتُوبُ عَلَيْهِمْ وَأَنَا التَّوَّابُ الرَّحِيمُ

 (البقرة  : 159-160)

ความว่า : แท้จริง บรรดาผู้ที่ปกปิดหลักฐานอันชัดเจนและข้อแนะนำอันถูกต้องที่เราได้ประทานลงมา ภายหลังจากที่เราได้อธิบายมันไว้อย่างละเอียดให้แก่มนุษย์ในคัมภีร์นั้น ชนเหล่านั้นแหล่ะที่อัลลอฮฺจะทรงขับพวกเขาให้พ้นจากความเมตตาของพระองค์ และบรรดาผู้สาปแช่งต่างก็จะพลอยสาปแช่งพวกเขาไปด้วย นอกจากผู้ที่สำนึกผิดพร้อมกับปรับปรุงแก้ไขตัวเองและชี้แจงสิ่งที่ปกปิดไว้ ซึ่งชนเหล่านั้นข้าจะทรงยกโทษให้แก่พวกเขา และข้าคือพระผู้ทรงยกโทษ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง (อัลบะเกาะเราะฮฺ : 159-160)

 

2- จากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า :

« مَنْ سُئِلَ عَنْ عِلْمٍ فَكَتَمَهُ أَلْجَمَهُ اللَّهُ بِلِجَامٍ مِنْ نَارٍ يَوْمَ الْقِيَامَةِ ».  أخرجه أبوداود والترمذي

ความว่า : “ผู้ใดที่ถูกถามเกี่ยวกับความรู้อย่างหนึ่งแล้วเขาปกปิดมัน อัลลอฮฺก็จะทรงครอบปากเขาด้วยปลอกปากที่ทำจากไฟในวันกิยามัต” [หะสันเศาะฮีหฺ  บันทึกโดยอบูดาวูดตามสำนวนนี้ หมายเลข 3658  เศาะฮีหฺสุนันอบีดาวูด หมายเลข 3106  และบันทึกโดยอัตติรมิซีย์ หมายเลข 2649  เศาะฮีหฺสุนันอัตติรมิซีย์ หมายเลข 2135]

 

โทษสำหรับผู้ที่ศึกษาความรู้ศาสนาด้วยเจตนาอื่น ๆ นอกเหนือจากการหวังในความโปรดปรานของอัลลอฮฺ

1- มีรายงานจากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า :

« مَنْ تَعَلَّمَ عِلْمًا مِمَّا يُبْتَغَى بِهِ وَجْهُ اللَّهِ عَزَّ وَجَلَّ لاَ يَتَعَلَّمُهُ إِلاَّ لِيُصِيبَ بِهِ عَرَضًا مِنَ الدُّنْيَا لَمْ يَجِدْ عَرْفَ الْجَنَّةِ يَوْمَ الْقِيَامَةِ ». يَعْنِى رِيحَهَا.  أخرجه أبوداود وابن ماجه

ความว่า : “ผู้ใดที่ศึกษาความรู้ประเภทที่มีจุดประสงค์เพื่อแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ด้วยเจตนาเพียงเพื่อแสวงหาวัตถุโลกดุนยา เขาจะไม่ได้กลิ่นสวรรค์ในวันกิยามัต” [เศาะฮีหฺ  บันทึกโดยอบูดาวูดตามสำนวนนี้ หมายเลข 3664  เศาะฮีหฺสุนันอบีดาวูด หมายเลข 3112  และบันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ  หมายเลข 252  เศาะฮีหฺสุนันอิบนุมาญะฮฺ  หมายเลข 204]

 

2- จากกะอับ บินมาลิก เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  เล่าว่า : ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  กล่าวว่า :

« مَنْ طَلَبَ الْعِلْمَ لِيُجَارِىَ بِهِ الْعُلَمَاءَ أَوْ لِيُمَارِىَ بِهِ السُّفَهَاءَ أَوْ يَصْرِفَ بِهِ وُجُوهَ النَّاسِ إِلَيْهِ أَدْخَلَهُ اللَّهُ النَّارَ ». أخرجه الترمذي وابن ماجه

ความว่า : “ผู้ใดที่ร่ำเรียนวิชาเพื่อจะใช้แข่งประชันกับบรรดาผู้รู้ หรือเพื่อจะใช้โอ้อวดคนโง่ หรือเพื่อจะใช้เบนใบหน้าคนอื่นให้มองไปยังตัวเขา(หมายถึงหาผลประโยชน์กับคนอื่นด้วยความรู้ของเขา) อัลลอฮฺก็จะให้เขาเข้านรก” [หะสัน บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลข 2645  เศาะฮีหฺสุนันอัตติรมิซีย์ หมายเลข 2138  และบันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ  หมายเลข 253  เศาะฮีหฺสุนันอิบนุมาญะฮฺ  หมายเลข 205]

 

โทษสำหรับการกุความเท็จแอบอ้างอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์

1- อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา  ได้ตรัสว่า :

وَمِنَ الْإِبِلِ اثْنَيْنِ وَمِنَ الْبَقَرِ اثْنَيْنِ قُلْ آلذَّكَرَيْنِ حَرَّمَ أَمِ الْأُنثَيَيْنِ أَمَّا اشْتَمَلَتْ عَلَيْهِ أَرْحَامُ الْأُنثَيَيْنِ أَمْ كُنتُمْ شُهَدَاءَ إِذْ وَصَّاكُمُ اللَّهُ بِهَٰذَا فَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّنِ افْتَرَىٰ عَلَى اللَّهِ كَذِبًا لِّيُضِلَّ النَّاسَ بِغَيْرِ عِلْمٍ إِنَّ اللَّهَ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الظَّالِمِينَسورة الأنعام - عدد الآيات 165 - الآية 144(الأنعام  : 144)

ความว่า : ดังนั้น ผู้ใดเล่าที่จะโหดร้ายทารุนยิ่งไปกว่าผู้ที่ปั้นความเท็จแอบอ้างอัลลอฮฺเพื่อหลอกลวงมนุษย์อย่างโง่เขลาโดยไม่มีความรู้ แท้จริง อัลลอฮฺนั้นไม่ทรงชี้ทางนำแก่บรรดาผู้โหดร้ายทารุน (อัลอันอาม : 144)

 

2- อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา  ได้ตรัสว่า :

وَلَا تَقُولُوا لِمَا تَصِفُ أَلْسِنَتُكُمُ الْكَذِبَ هَٰذَا حَلَالٌ وَهَٰذَا حَرَامٌ لِّتَفْتَرُوا عَلَى اللَّهِ الْكَذِبَ إِنَّ الَّذِينَ يَفْتَرُونَ عَلَى اللَّهِ الْكَذِبَ لَا يُفْلِحُونَ116

مَتَاعٌ قَلِيلٌ وَلَهُمْ عَذَابٌ أَلِيمٌ117

(النحل  : 116-117)

 

ความว่า : และสูเจ้าจงอย่ากล่าวเท็จตามที่ลิ้นได้บอก ว่า”นี่คือ หะลาล (สิ่งอนุมัติ) นี่คือ หะรอม (สิ่งไม่อนุมัติ)” เพื่อปั้นความเท็จด้วยการแอบอ้างอัลลอฮฺ แท้จริง บรรดาผู้ที่ปั้นความเท็จแอบอ้างอัลลอฮฺนั้น พวกเขาจะไม่ได้รับความสำเร็จเลย มันเป็นเพียงผลประโยชน์อันเล็กน้อย และโทษทัณฑ์อันแสนเจ็บปวดจะมีแด่พวกเขา (อันนะห์ลฺ : 116-117)

 

3- มีรายงานจากอบูฮุร็อยยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้กล่าวว่า :

« مَنْ كَذَبَ عَلَىَّ مُتَعَمِّدًا فَلْيَتَبَوَّأْ مَقْعَدَهُ مِنَ النَّارِ ».  متفق عليه

ความว่า : “ผู้ใดที่กล่าวเท็จต่อฉัน(กุเรื่องเท็จโดยอ้างท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)โดยเจตนา เขาก็จงเตรียมที่พำนักของเขาไว้ในนรก” [มุตตะฟัก อะลัยฮฺ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลข 110 และมุสลิมตามสำนวนนี้ หมายเลข 3]

 

ความประเสริฐของผู้ที่รู้แล้วสอนคนอื่น

1- อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา  ได้ตรัสว่า :

مَا كَانَ لِبَشَرٍ أَن يُؤْتِيَهُ اللَّهُ الْكِتَابَ وَالْحُكْمَ وَالنُّبُوَّةَ ثُمَّ يَقُولَ لِلنَّاسِ كُونُوا عِبَادًا لِّي مِن دُونِ اللَّهِ وَلَٰكِن كُونُوا رَبَّانِيِّينَ بِمَا كُنتُمْ تُعَلِّمُونَ الْكِتَابَ وَبِمَا كُنتُمْ تَدْرُسُونَ    (آل عمران  : 79)

ความว่า : หากแต่ (มนุษย์ผู้ได้รับการตั้งแต่งให้เป็นศาสนทูตจะกล่าวแก่ผู้ติดตามว่า) ด้วยสิ่งที่พวกท่านได้สอนและศึกษาพระคัมภีร์มา พวกท่านทั้งหลายจงเป็นปราชญ์แห่งพระเจ้าเถิด (อาลิอิมรอน : 79)

 

2- มีรายงานจากอบูมูซา เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้กล่าวว่า :

« مَثَلُ مَا بَعَثَنِى اللَّهُ بِهِ مِنَ الْهُدَى وَالْعِلْمِ كَمَثَلِ الْغَيْثِ الْكَثِيرِ أَصَابَ أَرْضًا ، فَكَانَ مِنْهَا نَقِيَّةٌ قَبِلَتِ الْمَاءَ ، فَأَنْبَتَتِ الْكَلأَ وَالْعُشْبَ الْكَثِيرَ ، وَكَانَتْ مِنْهَا أَجَادِبُ أَمْسَكَتِ الْمَاءَ ، فَنَفَعَ اللَّهُ بِهَا النَّاسَ ، فَشَرِبُوا وَسَقَوْا وَزَرَعُوا ، وَأَصَابَتْ مِنْهَا طَائِفَةً أُخْرَى ، إِنَّمَا هِىَ قِيعَانٌ لاَ تُمْسِكُ مَاءً ، وَلاَ تُنْبِتُ كَلأً ، فَذَلِكَ مَثَلُ مَنْ فَقِهَ فِى دِينِ اللَّهِ وَنَفَعَهُ مَا بَعَثَنِى اللَّهُ بِهِ ، فَعَلِمَ وَعَلَّمَ ، وَمَثَلُ مَنْ لَمْ يَرْفَعْ بِذَلِكَ رَأْسًا ، وَلَمْ يَقْبَلْ هُدَى اللَّهِ الَّذِى أُرْسِلْتُ بِهِ » متفق عليه  

ความว่า : “อุปมาทางนำและวิชาความรู้ที่อัลลอฮฺได้ส่งมาพร้อมกับการแต่งตั้งฉันนั้น เป็นเสมือนฝนตกหนักที่ตกเทลงมายังพื้นที่แห่งหนึ่ง ซึ่งบางแห่งของพื้นที่นั้นเป็นดินดีที่รับน้ำได้ มันจึงเกิดเป็นพืชและหญ้าขึ้นมาอย่างมากมาย และบางแห่งเป็นดินเหนียวแข็งที่รับน้ำได้ อัลลอฮฺจึงให้มันเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ พวกเขาเลยได้ดื่ม ได้รด และได้เพาะปลูก และส่วนหนึ่งของฝนดังกล่าวยังได้ตกเทลงในพื้นที่อีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นเพียงดินทราย ไม่สามารถรับน้ำและไม่ก่อให้เกิดเป็นพืช โดยสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นตัวอย่างของคนที่เข้าใจศาสนาของอัลลอฮฺและและได้รับประโยชน์จากสิ่งที่อัลลอฮฺได้ส่งมากับฉัน ซึ่งเขาได้รู้และสอนต่อให้แก่ผู้อื่น และเป็นตัวอย่างของผู้ที่ไม่ยอมเงยศีรษะและไม่ยอมรับทางนำของอัลลอฮฺที่ฉันได้นำมา ” [มุตตะฟัก อะลัยฮฺ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลข 79 และมุสลิม หมายเลข 2282]

 

3- มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ บินมัสอูด เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า :

« لاَ حَسَدَ إِلاَّ فِى اثْنَتَيْنِ رَجُلٌ آتَاهُ اللَّهُ مَالاً فَسُلِّطَ عَلَى هَلَكَتِهِ فِى الْحَقِّ ، وَرَجُلٌ آتَاهُ اللَّهُ الْحِكْمَةَ ، فَهْوَ يَقْضِى بِهَا وَيُعَلِّمُهَا » متفق عليه

ความว่า : “ไม่มีการอิจฉา (ที่ไม่มีบาป) นอกจากเพียงสองกรณีเท่านั้น คือ (การอิจฉาและอยากเอาเป็นแบบอย่าง) ต่อชายผู้หนึ่งที่อัลลอฮฺได้ให้ทรัพย์สมบัติแก่เขา แล้วมันก็ถูกใช้จ่ายไปในทางที่ดีจนหมดไป และต่อชายผู้หนึ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานวิทยปัญญาให้แก่เขา แล้วเขาก็นำไปใช้และสอนต่อให้แก่ผู้อื่น” [มุตตะฟัก อะลัยฮฺ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลข 73 และมุสลิม หมายเลข 816]

 

ความรู้จะถูกลบล้างด้วยวิธีใด ?

1- จากอนัส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  เล่าว่า :

أَلاَ أُحَدِّثُكُمْ حَدِيثًا سَمِعْتُهُ مِنْ رَسُولِ اللَّهِ -صلى الله عليه وسلم- لاَ يُحَدِّثُكُمْ أَحَدٌ بَعْدِى سَمِعَهُ مِنْهُ « إِنَّ مِنْ أَشْرَاطِ السَّاعَةِ أَنْ يُرْفَعَ الْعِلْمُ وَيَظْهَرَ الْجَهْلُ وَيَفْشُوَ الزِّنَا وَيُشْرَبَ الْخَمْرُ وَيَذْهَبَ الرِّجَالُ وَتَبْقَى النِّسَاءُ حَتَّى يَكُونَ لِخَمْسِينَ امْرَأَةً قَيِّمٌ وَاحِدٌ ». متفق عليه  

ความว่า : “เอาไหมล่ะ ฉันจะบอกคำพูดประโยคหนึ่งที่ฉันได้ฟังจากท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ที่ผู้ใดที่ได้ฟังมาก็จะไม่บอกแก่พวกท่านนอกจากฉันคนเดียวเท่านั้น(ทั้งนี้ เป็นเพราะเหล่าเศาะหาบะฮฺผู้ที่ได้ฟังมาพร้อมกับท่านอนัสคนนี้ ต่างก็ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว โดยหะดีษบทนี้ ท่านได้เล่าแก่ชาวบัศเราะฮฺ และท่านคือเศาะหาบะฮฺคนสุดท้ายที่เสียชีวิตที่บัศเราะฮฺ – ดู ฟัตหฺ อัลบารีย์ เล่ม 1 หน้า 215 (ผู้แปล)) (นั้นก็คือ คำพูดที่ว่า) “แท้จริง ส่วนหนึ่งของสัญญาณวันสิ้นโลกก็คือการที่วิชาความรู้จะถูกลบล้างไป ความโง่เขลาเบาปัญญาจะปรากฏเด่นชัด การล่วงประเวณีจะแพร่หลาย เหล้าจะถูกดื่ม ผู้ชายจะหายไป และผู้หญิงจะคงเหลือจนกระทั่งผู้หญิงห้าสิบคนมีชายรับผิดชอบเพียงคนเดียว” [มุตตะฟัก อะลัยฮฺ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลข 81 และมุสลิมตามสำนวนนี้ หมายเลข 2671]

 

2- จากอับดุลลอฮฺ บินอัมรฺ บินอัลอาศ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า : ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  กล่าวว่า :

« إِنَّ اللَّهَ لاَ يَقْبِضُ الْعِلْمَ انْتِزَاعًا ، يَنْتَزِعُهُ مِنَ الْعِبَادِ ، وَلَكِنْ يَقْبِضُ الْعِلْمَ بِقَبْضِ الْعُلَمَاءِ ، حَتَّى إِذَا لَمْ يُبْقِ عَالِمًا ، اتَّخَذَ النَّاسُ رُءُوسًا جُهَّالاً فَسُئِلُوا ، فَأَفْتَوْا بِغَيْرِ عِلْمٍ ، فَضَلُّوا وَأَضَلُّوا » . متفق عليه

ความว่า : “แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺนั้นไม่ทรงลบล้างวิชาความรู้โดยถอนออกจากตัวปวงบ่าว แต่พระองค์จะทรงลบล้างวิชาความรู้ด้วยการเอาชีวิตบรรดานักปราชญ์ จนกระทั่ง เมื่อพระองค์ไม่ทรงทิ้งผู้รู้ไว้แม้แต่คนเดียวให้หลงเหลือ บรรดามนุษย์ก็จะตั้งหัวหน้าที่เป็นคนโฉดเขลา แล้วเมื่อพวกเขาก็ถูกถาม (ในเรื่องต่าง ๆ) พวกเขาจะให้คำวินิจฉัยโดยไม่มีความรู้ พวกเขาจึงหลงผิด และทำให้ผู้อื่นต้องพลอยหลงผิดไปด้วย”  [มุตตะฟัก อะลัยฮฺ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลข 100 และมุสลิม หมายเลข 2673]

 

ความประเสริฐของการร่ำเรียนวิชาศาสนา

1-มีรายงานจากหุมัยดฺ บินอับดุรเราะฮฺมาน ว่าเขาได้ยินมุอาวิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  เล่าว่า : ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า :

« مَنْ يُرِدِ اللَّهُ بِهِ خَيْرًا يُفَقِّهْهُ فِى الدِّينِ ، وَاللَّهُ يُعْطِى وَأَنَا القَاسِمُ، وَلاَ تَزَالُ هَذِهِ الأُمَّةُ ظاهِرِينَ عَلَى مَنْ خَالَفَهُمْ حَتَّى يَأْتِىَ أَمْرُ اللَّهِ وهُمْ ظاهِرُونَ » . متفق عليه

ความว่า : “ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ดีต่อเขา พระองค์ก็จะทรงให้เขาได้เข้าใจศาสนา และอัลลอฮฺคือผู้ที่ทรงประทานให้ ส่วนฉันคือคนแบ่ง และประชาชาตินี้จะยังคงมีชัยชนะเหนือผู้ขัดแย้ง จนกระทั่งคำสั่งของอัลลอฮฺจะมาถึง โดยที่พวกเขาอยู่ในสภาพเป็นผู้มีชัย”  [มุตตะฟัก อะลัยฮฺ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลข 3116 และมุสลิม หมายเลข 1037]

 

2- มีรายงานจากอุสมาน เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า :

« خَيْرُكُمْ مَنْ تَعَلَّمَ الْقُرْآنَ وَعَلَّمَهُ » . أخرجه البخاري

ความว่า : “ผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่พวกท่าน คือ ผู้ที่เรียนอัลกุรอาน และสอนมันให้แก่ผู้อื่น” [บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลข 5027]

 

ความประเสริฐของสถานที่รำลึกถึงอัลลอฮฺ

ในโลกดุนยานี้ มีสองสถานที่ที่ถือเป็นลานสวรรค์ สถานที่หนึ่งคงที่ ส่วนอีกสถานที่หนึ่งเกิดขึ้นได้ทุกที่และโอกาส

1- มีรายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า :

« مَا بَيْنَ بَيْتِى وَمِنْبَرِى رَوْضَةٌ مِنْ رِيَاضِ الْجَنَّةِ ، وَمِنْبَرِى عَلَى حَوْضِى » متفق عليه

ความว่า : “สถานที่ระหว่างบ้านของฉันกับแท่นกล่าวคำปาฐกถาของฉันนั้นเป็นลานหนึ่งในจำนวนลานต่าง ๆ ของสรวงสวรรค์ และแท่นกล่าวคำปาฐกถาของฉันนั้นตั้งอยู่บนสระน้ำของฉัน  ” [มุตตะฟัก อะลัยฮฺ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลข 1196 และมุสลิม หมายเลข 1391]

 

2- มีรายงานจากอนัส บินมาลิก เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า :

« إِذَا مَرَرْتُمْ بِرِيَاضِ الْجَنَّةِ فَارْتَعُوا ». قَالُوا وَمَا رِيَاضُ الْجَنَّةِ قَالَ « حِلَقُ الذِّكْرِ ». أخرجه أحمد والترمذي  

ความว่า : “เมื่อพวกท่านผ่านหน้าลานสวรรค์ก็จงหยุดแวะ” พวกเขาถามว่า “ลานสวรรค์คืออะไรล่ะ ?” ท่านตอบว่า “คือ วงรำลึกถึงอัลลอฮฺ” [หะสัน  บันทึกโดยอัหมัด หมายเลข 12551  ดู อัลสิลสิละฮฺ อัลเศาะฮีหะฮฺ หมายเลข 2562  และ บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ หมายเลข 3510  เศาะฮีหฺสุนันอัตติรมิซีย์ หมายเลข 2787  ]

 

3- มีรายงานจากอบูฮุรัยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  และ อบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  ว่าทั้งสองต่างยืนยันว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า :

« لاَ يَقْعُدُ قَوْمٌ يَذْكُرُونَ اللَّهَ عَزَّ وَجَلَّ إِلاَّ حَفَّتْهُمُ الْمَلاَئِكَةُ وَغَشِيَتْهُمُ الرَّحْمَةُ وَنَزَلَتْ عَلَيْهِمُ السَّكِينَةُ وَذَكَرَهُمُ اللَّهُ فِيمَنْ عِنْدَهُ ».  

ความว่า : “ทุกกลุ่มชนที่รำลึกถึงอัลลอฮฺนั้น เหล่ามะลาอิกะฮฺจะพากันห้อมล้อมพวกเขา ความเราะหฺมัต (ความเมตตากรุณา) จะปกคลุมพวกเขา ความสงบจะลงมาสู่พวกเขา และอัลลอฮฺจะเอ่ยถึงพวกเขาต่อผู้ที่อยู่กับพระองค์” [บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 2700]

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s