สิทธิของมุสลิมเหนือมุสลิมหกประการ

حق المسلم على المسلم

عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ قَالَ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ خَمْسٌ تَجِبُ لِلْمُسْلِمِ عَلَى أَخِيهِ رَدُّ السَّلَامِ وَتَشْمِيتُ الْعَاطِسِ وَإِجَابَةُ الدَّعْوَةِ وَعِيَادَةُ الْمَرِيضِ وَاتِّبَاعُ الْجَنَائِزِ  رواه مسلم 

ท่านอาบูฮุรัยเราะห์ ได้กล่าวว่า ท่านรอซูลศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า. ห้าประการที่วายิบสำหรับมุสลิมต้องปฏิบัติต่อมัสลิมด้วยกัน . รับสลาม (ตอบสลาม) การตอบรับคำกล่าวของผู้ที่จาม  การตอบรับการเชิญชวน  การเยียมเวลาเจ็บป่วย    และการเดินตามศพเื่มีอเขาเสียชีวิต

عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ – صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ – قَالَ : ” حَقُّ الْمُسْلِمِ عَلَى الْمُسْلِمِ سِتٌّ ” . قِيلَ : مَا هُنَّ يَا رَسُولَ اللَّهِ ؟ قَالَ : ” إِذَا لَقِيتَهُ فَسَلِّمْ عَلَيْهِ ، وَإِذَا دَعَاكَ فَأَجِبْهُ ، وَإِذَا اسْتَنْصَحَكَ فَانْصَحْ لَهُ ، وَإِذَا عَطَسَ فَحَمِدَ اللَّهَ فَشَمِّتْهُ ، وَإِذَا مَرِضَ فَعُدْهُ ، وَإِذَا مَاتَ فَاتَّبِعْهُ . رَوَاهُ مُسْلِمٌ فِي الصَّحِيحِ عَنْ قُتَيْبَةَ وَغَيْرِهِ .

เล่าจากอะบีฮุรอยเราะห์  ว่าท่านนบี ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า “สิทธิของมุสลิมเหนือมุสลิมหกประการ” มีผู้ถามขึ้นว่า มีอะไรบ้างหรือ โอ้ท่านเราะสูลของอัลลอฮฺ? ท่านตอบว่า “เมื่อท่านพบเขา ท่านจงให้สลามแก่เขา และเมื่อเขาเชิญท่าน ท่านจงตอบรับคำเชิญของเขา และเมื่อเขาขอคำนะศีหะฮฺ (แนะนำ, ตักเตือน)เมื่อเขาจามและเขากล่าวว่าว่า อัลฮัมดุลิลาห์ก็จง ตอบไปว่า(ยัรฮามุกัลลอฮ์) เมื่อเขาป่วย ท่านต้องไปเยี่ยมเขา  เมื่อเขาเสียชีวิต  ท่านต้องเดินตามศพเขา”  บันทึกโดยมุสลิม

ประวัติผุ้รายงานหะดิษ
อบูฮุรอยเราะฮ์

โดย. อ.มุนีร มูหะหมัด รองประธานมูลนิธิ ชี้นำสู่สันติสุข อาจารย์โรงเรียนศาสนวิทยา ศาสนบริหารธุรกิจ หนองจอก กรุงเทพฯ และอีกหลายสถาบัน

**************************

ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ มีชื่อจริงว่า อับดุ๊รเราะห์มาน อิบนุศ๊อคร์ อั๊ดเดาซีย์

ท่านได้รับฉายานามจากท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า อบูฮุรอยเราะฮ์

เนื่องจากว่า ท่านได้เห็นอบูฮุรอยเราะฮ์อุ้มลูกแมวตัวหนึ่ง จึงทำให้ประชาชนโดยทั่วไป

ได้เรียกท่านว่า อบูฮุรอยเราะฮ์แทนชื่อของท่าน ท่านสืบเชื้อสายมาจากตระกูลเดาซ์

อิบนุ อั๊ดนาน จากเผ่าอัลอัซด์ .

ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์เติบโตขึ้นมา ในฐานะเด็กกำพร้าที่ยากจน ต่อจากนั้นก็ได้เดินทางเข้ามายังเมืองมะดีนะฮ์ ได้พบกับท่านนบีย์ ขณะที่อยู่ ณ ตำบลคอยบัร จึงได้เข้านับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งตรงกับปี ฮ.ศ.7 ท่านเป็นหัวหน้าของอะฮ์ลุ๊ศศุ๊ฟฟะฮ์

คำว่า อั๊ศศู๊ฟฟะฮ์ หมายถึงชายคาที่บังร่มของมัสยิดนบีย์ ซึ่งบรรดาผู้สันโดษรักในการปฏิบัติอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ณ มัสยิดนบีย์ โดยไม่ยุ่งกับโลกดุนยา ได้ใช้เป็นที่พัก .

ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ เป็นผู้ที่จดจำหะดี้ษของท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไว้อย่างมากมาย ท่านอิมามบุคอรีย์มุสลิม และอั๊ตติรมิซีย์ ได้รายงานจาก

ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ ว่าฉันได้กล่าวว่า.

“يَا رَسُوْلَ اللهِ ، أَسْمَعُ مِنْكَ أَشْيَاءَ فَلاَ أَحْفَظُهَا، فَقَالَ: أَبسطْ رِدَاءَك ، فَبَسَطْتُهُ، فَحَدَّثَنِي

حَدِيْثًا كَثِيْرًا ، فَمَانَسِيْتُ شَيْئاً”.

“โอ้ ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ฉันได้ฟังสิ่งต่างๆ จากท่าน แต่ฉันจำไม่ได้เลย ท่านร่อซู้ล กล่าวว่า ท่านจงกางผ้าของท่านออก ฉันจึงกางผ้าของฉันออก ท่านร่อซู้ลจึงได้บอกหะดี้ษแก่ฉันมากมาย แล้วฉันมิได้ลืมสิ่งที่ท่านได้บอกแก่ฉันเลย”.

ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ เป็นผู้ที่มีความสำรวม ยำเกรงต่ออัลลอฮ์รักสันโดษ

ขณะเดียวกันท่านก็มีอารมณ์ขัน ชอบพูดตลก ทุกครั้งที่ท่านเดินผ่านกลุ่มเด็กๆ ท่านจะหยอกล้อพวกเขา และทุกครั้งที่ท่านพบผู้คนในตลาด ท่านจะเล่านิทานให้พวกฟัง แต่ถ้าหากว่าท่านอยู่คนเดียว ท่านจะละหมาดตะฮัจญุดเกือบจะตลอดคืน โดยมีความนอบน้อม และมีสมาธิมั่นคง .

ในสมัยของเคาะลีฟะฮ์อุมัร ท่านได้แต่งตั้งอบูฮุรอยเราะฮ์ให้เป็นผู้ว่าการบะห์เรน ต่อมาก็ได้ปลดท่านออก สาเหตุเกี่ยวกับการนี้ อาจจะเป็นไปว่า ท่านอุมัรมีความเคร่งครัด ในการรายงานหะดี้ษของท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และไม่ชอบให้ผู้ใดรายงานหะดี้ษ โดยไม่มีความรอบคอบ ท่านได้กล่าวกับท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ว่า .

“ท่านจะละทิ้งการรายงานหะดี้ษ หรือว่าจะให้ฉันส่งท่านกับไปยังดินแดนของตระกูลเดาซ์”.

จนกระทั่งท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ ได้รายงานหะดี้ษของท่านร่อซู้ล

ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า .

“”مَنْ كَذَبَ عَلَيَّ مُتَعَمِّدًا، فَلْيَتَبَوَّأْ مَقَْعَدَهُ مِنَ النَارِ

“ผู้ใดเจตนาพาดพิงคำพูดแก่ฉันโดยเท็จ เขาจงเอาเก้าอี้ของเขา จากนรกเถิด” .

เมื่อท่านอุมัร ได้ฟังเช่นนี้ จึงยอมรับการรายงานหะดี้ษของอบูฮุรอยเราะฮ์

และกล่าวว่า.

“ท่านจงออกไป และรายงานหะดี้ษเถิด”.

เมื่อท่านอลีย์ อิบนุ อบีฏอลิบ ดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ ท่านต้องการจะให้

อบูฮุรอยเราะฮ์ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการบะห์เรนอีกครั้งหนึ่ง แต่ท่านปฏิเสธ

จนกระทั่งถึงสมัยของมุอาวียะฮ์ อิบนุอบีซุฟยาน

จึงได้แต่งตั้งให้อบูฮุรอยเราะฮ์ เป็นผู้ปกครองเมืองมะดีนะฮ์ .

ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ ได้แต่งงานกับนางบุศเราะฮ์ บินตุ ฆ้อชวาน และได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ อยู่กับท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะฮิวะซัลลัม ไม่ว่าท่านร่อซู้ลจะเดินทางไป

ณ สถานที่ใด หรือไปทำสงครามที่ไหน ท่านมิได้ประกอบอาชีพอะไร ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม หรือค้าขาย ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้ท่านรายงานหะดี้ษจำนวน 5,374

หะดี้ษ ท่านกล่าวว่า .

“إِنِّي كُنْتُ مِسْكِيْنًا أُكْثِرُ مُجَالَسَةَ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّي اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَأَحْضُرُ إِدَاغَابُوْا

وَأَحْفَظُ إِدَانَسُوْا”.

“แท้จริง ฉันเป็นผู้มีความยากจน ได้นั่งอยู่ร่วมกับท่านร่อซู้ล

ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มากที่สุด ฉันได้ไปหาท่าน

เมื่อพวกเขาไม่อยู่ และจดจำ (คำพูดของท่านร่อซู้ล) เมื่อพวกเขาหลงลืม”.

ท่านได้กล่าวสาบานว่า .

“ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ ถ้าหากว่า ไม่มีอายะฮ์นี้อยู่ในคัมภีร์ของอัลลอฮ์แล้ว

ฉันจะไม่เล่าหะดี้ษให้แก่พวกท่านอย่างเด็ดขาด” .

“إِنَّ الَّدِيْنَ يَكْتُمُونَ مَاأَنْزَلَ اللهُ مِنَ الْبَيِّنَاتِ وَالْْهُدَى مِنْ بَعْدِ مَابَيَّنَّاهُ لِلنَاسِ أُوْلَئِكَ يَلْعَنُهُمْ اللهُ

وَيَلْعَنُهُمُ الاََّعِنُوْنَ”.

“แท้จริง บรรดาผู้ที่ปกปิดสิ่งที่เราได้ประทานลงมา จากหลักฐานที่ชัดแจ้ง และแนวทางที่ถูกต้อง จากสิ่งที่เราได้แจ้งแก่บรรดามนุษย์ ไว้ในคัมภีร์ บุคคลเหล่านั้นแหละ อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งพวกเขา และบรรดาผู้สาปแช่งก็จะแช่งพวกเขาเช่นกัน”. (อัลบะเกาะเราะฮ์:159) .

การที่กะอบ์ อัลอะห์บ้าร ซึ่งเป็นชาวยิว ได้เข้านับถือศาสนาอิสลาม และได้ทำตัวเป็นมุนาฟิก รายงานหะดี้ษของท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มากมาย

ซึ่งสร้างความสับสน ให้กับบรรดามุสลิมเป็นอย่างมาก จึงทำให้นักวิชาการบางคนมีความสงสัย ในการรายงานหะดี้ษ ของอบูฮุรอยเราะฮ์ แต่ก็มันักวิชาการหลายท่าน ได้ปกป้องท่าน ท่านอิมามชาฟิอีย์ กล่าวว่า .

“أَبُوْهُرَيْرَةَ أَحْفَظُ مَنْ رَوَى الْحَدِيْثَ فِيْ دَهْرِهِ”.

“อบูฮุรอยเราะฮ์ เป็นผู้ที่รายงานมากที่สุด ในยุคของท่าน”.

ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ ได้รายงานหะดี้ษของท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ จากอบูบักร์ อุมัร อุษมาน อุไบยย์ อิบนุ กะอบ์ อุซามะฮ์ อิบนุไซด์ นางอาอิชะฮ์ และอื่นๆ ส่วนผู้ที่รายงานจากท่าน มีจำนวนมากกว่า 800 คน จากเศาะฮาบะฮ์ และตาบิอีน ในบรรดาเศาะฮาบะฮ์ ได้แก่ ท่านอิบนุ อับบ้าส อิบนุ อุมัร ญาบิร อิบนุ อับดิลลาฮ์ ท่านอนัส อิบนุ มาลิก

ในบรรดาตาบิอีน ได้แก่ สะอี้ด อิบนุ มุไซยยิบ อิบนุ ซีรีน อิกรีมะฮ์ อะฏ้ออ์

มุญาฮิด และอั๊ชชะอ์บีย์ ณ เมืองมะดีนะฮ์ .

อบูฮุรอยเราะฮ์ ได้ถึงแก่กรรม ในปี ฮ.ศ.59 โดยอายได้ 78ปี บางท่านกล่าวว่า

ถึงแก่กรรม ในเมืองอัลญะดี้ด และถูกฝัง ณ สุสานอัลบะเกี้ยฮ์

ชานเมืองมะดีนะฮ์…

ท่านนบี ซอลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าว สิทธิมุสลิมแต่พี่น้องหกประการ จากนั้นท่านก็พูดถึงสิทธิดั่งกล่าวที่มีต่อพี่น้องมุสลีมีนด้วยกัน ที่ต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติกันและกัน และยังมีบางสายรายงานที่กล่าวแค่ห้าประการเท่านั้น ซึ่งไม่กล่าวถึงการนาศีฮัต
ประเด่นแรก..คือประเด่นว่าด้วยการให้สลาม นั้นก็คือการให้สลามยามที่เจอกันนั้นเป็นสุนัต ซึ่งวายิบสำหรับคนรับ ดังที่อัลลออ์กล่าวว่า (وَإِذَا حُيِّيتُم بِتَحِيَّةٍ فَحَيُّواْ بِأَحْسَنَ مِنْهَا أَوْ رُدُّوهَا) ซูเราะห์ อันนิสาอฺ 86
ความว่า และเมื่อพวกเจ้าได้รับคำอวยพรจะด้วยคำอวยพรใด ๆ ก็ตาม ก็จงกล่าวคำอวยพรตอบที่ดีกว่านั้น หรือไม่ก็กล่าวคำอวยพรนั้นตอบกลับไป
นั้นก็แปล่ว่าการให้สลามนั้นวายิบ ดังที่นบีกล่าวว่า
عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ ، قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : ” وَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ , لا تَدْخُلُوا الْجَنَّةَ حَتَّى تُؤْمِنُوا ، وَلا تُؤْمِنُوا حَتَّى تَحَابُّوا ، أَوَلا أَدُلُّكُمْ عَلَى شَيْءٍ إِذَا فَعَلْتُمُوهُ تَحَابَبْتُمْ أَفْشُوا السَّلامَ بَيْنَكُمْ” رواه مسلم .
จากท่านอบูฮูรัยเรอะห์ รอดิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรอซูลลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
“ขอสาบานด้วยผู้ที่ชีวิตข้าอยู่ในมือของพระองค์
ท่านทั้งหลายจะไม่ได้เข้าสวรรค์ จนกว่าท่านทั้งหลายจะศรัทธา และท่านทั้งหลายจะยังไม่ศรัทธา จนกว่าท่านทั้งหลายจะรักกันและกัน
เอาไหม ฉันจะบอกถึงสิ่งหนึ่ง เมื่อท่านทั้งหลายปฏิบัติแล้ว ท่านทั้งหลายจะรักกันและกัน นั่นคือ การให้กล่าวสลามในระหว่างพวกท่าน ”
ดังนั้นท่านนบีให้มีการแพร่สลาย เพราะการให้สลายนั้นก่อให้เกิดความรักความผูกพันระหว่างมุสลิมด้วยกัน และเมื่อใดการที่เราทำในสิ่งนั้นซ่ำๆ แน่นอนจะก่อให้เกิดการรู้จัก และด้วยการอยู่ร่วม จากนั้นก็เกิดความเป็นพี่น้อง(อุคุวะห์) การให้สลามคือกุญแจสู่สิทธิต่างๆหลังจากการให้สลาม…บางคนกล่าวว่า ความลับนั้นอยู่ที่การให้สลาม เพราะการให้สลามนั้นเสมือนกุญแจสู่การกระทำหลังจากนี้
เพราะเป็นไปไม่ได้ หากมีการนาศีฮัตในขณะที่พวกเขาไม่ได้รู้กันมาก่อน นอกเสียจากนาศีอัตนั้น เกิดขึ้นได้เพราะการให้สลาม เพราะด้วยการให้สลามนั้นเอง ความรักจึงเกิดขึ้น จากนั้นเมื่อความรักเกิดขึ้นระหว่างกัน แน่นอนก็มีการขอคำปรึกษาหรือขอคำนาซีฮัต ในที่นี้สิ่งแรกที่นบีสั่งใช้คือการให้สลาม ซึ่งการให้สลามนั้นคือการดุอาอ์ จากผู้ให้แค่ผู้รับด้วยดุอาอ์ให้สันติสุข

ประเด่นที่สอง وَإِذَا دَعَاكَ فَأَجِبْهُ
และเมื่อเขาเชิญท่าน ท่านจงตอบรับคำเชิญของเขา
คำถามที่ว่า การตอบรับคำเชิญนั้นในทุกๆการเชิญชวนหรือว่าพูดในลักษณะโดยรวมแต่ความหมายจำกัด ? ผู้รู้มีสองทัศนะในเรื่องนี้
บางอุลามาอ์ให้ความเห็นว่าทุกการเชิญชวน แต่บางอุลามาอ์กล่าวว่า การตอบรับที่วายิบนั้นเป็นการเชิญชวนร่วมงานแต่งงาน นอกเหนือจากนี้(ของการเชิญชวน)เป็นเพียงแค่สุนัต ทีส่งเสริม เพราะมีหะดิษที่กล่าวหนักแน่นในเรื่องการเชิญชวนเฉพาะงานแต่งเท่านั้น ท่านนบีเคยกล่าวว่า ผู้ใดที่ไมได้ร่วมงานแต่งที่ได้รับการเชิญนั้นก็เสมือนเข้าไม่เชื่อฟัง อาบัลกอเซ็ม(คือท่านนบี ) ซอลลอลลอฮอาลัยหิวาซัลลัม ,เหตุผลคือการให้เกิยรติแด่ผู้ที่เชิญ และผู้ใดเมื่อเขาให้เกิยรติแก่ผู้อื่น แน่นอนเขาจะได้รับความรักกลับมา และความรักก็จะบังเกิดขึ้นในหัวใจของคนที่เชิญท่าน เพราะเกิยรติที่ท่านมอบให้แก่เข่า

ประเด่นที่สาม وَإِذَا اسْتَنْصَحَكَ فَانْصَحْ لَهُ
และเมื่อเขาขอคำนะศีหะฮฺ (แนะนำ, ตักเตือน)ก็จงตัดเตือนเขา
นี้คือสิทธิที่มุสลิมที่มีต่อมุสลิมด้วยกัน คือสิทธิของการนาศิฮัต แนะนำ ตัดเตือน ปรึกษา ในทีนี้ นาศีฮัตนั้นเป็นวายิบ หากมีการขอคำนาศีฮัต แต่ถ้าหากท่านต้องการสละเวลาเพื่อการนาศีฮัต นาศีฮัตนั้นเป็นเพียงสิ่งที่ส่งเสริม หรือสุนัต แต่ถ้าหากมีการเรียกร้องให้นาศีฮัต นาศีฮัตนั้นก็เป็นวายิบ
อันนาศีฮัต จากรากศัพย์ที่ว่า นุศฮู คือความบริสุทธิใจ กล่าวว่า น้ำผึงนั้นบริสุทธิ เมื่อน้ำผึงบริสุทธิแน่นอนจะต้องปราสจากการฉ้อโกง(ปะปน) เช่นเดียวกัน .เมือท่านนาศีฮัตพี่น้องของท่าน ความบริสุทธิก็จะเกิดกับเขาโดยไมมีการฉ้อโกง แน่นอนผู้ใดที่ให้คำปรึกษาหรือชี้แนะให้พี่น้องของเขาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และเขา(ผู้ได้รับการนาศีฮัต)รู้ดีว่า การชี้แนะที่มาจากคนอืนนั้นเป็นการทำลาย เขาก็เลยขอคำชี้แนะจากท่าน ดังนั้นวายิบสำหรับท่านที่จะต้องให้คำชี้แนะแก่เขาผู้นั้น และเริ่มด้วยการนาศีฮัตที่เป็นประโยชน์ที่สุด

ประเด็นที่สี่ ื
وَإِذَا عَطَسَ فَحَمِدَ اللَّهَ فَشَمِّتْهُ
เมื่อเขาจามและเขากล่าวว่า อัลฮัมดุลิลาห์ก็จง ตอบไปว่า(ยัรฮามุกัลลอฮ์)
ณ.ทีนี้ได้อธิบายให้รู้ว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้จามควรกล่าว สรรเสริญอัลลอฮ์(อัลฮัมดุลิลาห์) เพราะแท้จริงอัลลอฮฺเป็นที่เยียวยาและให้ความปลอดภัยแก่เขาจากผลกระทบที่ร่างกายต้องสะเทือนจากการจาม. เพราะผู้ที่จามนั้นทำให้ร่างกายสะเทือน ตังแต่หัวจนถึงเท้า..ถ้าหากไม่ใช้ผู้ที่ควบคุมเขา บริหารเขา แน่นอนผลของการจามนั้นอาจจะทำให้เลือดสาดออกมา ดังนั้นการกล่าวสรรเสริญอัลลอฮ์จากทีให้อัลลอฮ์ประทานความปลอดภัยจากสิ่งนั้น
จะยังงัยก็ตามผู้ที่จามนั้นควรแก่การสรรเสริญอัลลอฮ์และเมื่อใดพี่น้องเขาได้ยินเสียงสรรเสริญ ก็ควรอย่างยิงสำหรับเขาตอบรับการกล่าวสรรเสริญของผู้จาม
ส่วนหุกุมว่าด้วยการตอบรับการกล่าวของผู้จามนั้นเป็นสิ่งที่ส่งเสริม (สุนัต ที่ควรปฏิบัต) บางอุลามาอ์กล่าวว่า ฟัรดูกีฟายะห์
อันนัฟรอวีย์ กล่าวว่า เป็นข้อพิพากษ์ในเรืองหุกมการตอบรับการกล่าวของผู้จาม บางอุลมาอ์ให้น้ำหนักว่าเป็นฟัรฎูกีฟายะห์ บางอุลามาอ์ก็ใหน้ำหนักว่า เป็นสุนัตกีฟายะห์
คำถาม…หากมีคนจามแล้วเขากล่าว แต่ไม่มีผู้ตอบรับการจาม ผุ้จามควรบอกหรือสะกิดให้เขาตอบรับหรือไม? บางอุลามาอ์ให้ความเห็นว่าควรทีจะสะกิดเขาให้เขากล่าวตอบรับ …แต่บางอุลามาอ์ก็เห็นว่าไม่ควรสะกิด แล้วก็ปล่อยเขาเลยตามเลย …
แต่สิ่งที่ดีนั้น ควรที่จะสะกิดให้เขากล่าว

การจามในเวลาละหมาด

هل يجوز إذا عطس أحد أثناء الصلاة أن يقول الحمد لله ويرد الآخر يرحمك الله؟

เมื่อมีการจามในละหมาด อนุญาตให้กล่าว อัลฮัมดุลิลาห์ และอนุญาตให้ตอบรับด้วยคำว่า ยัรฮามุกัลลอฮ์หรือไม?

الإجابــة
 الحمد لله والصلاة والسلام على رسول الله وعلى آله وصحبه، أما بعـد:

فمن عطس في صلاته يجوز له أن يقول الحمد لله على الصحيح من كلام أهل العلم، كما سبق بيانه في الفتوى رقم: 28927.

ผู้ใดที่จามในละหมาดอนุญาตให้กล่าว อัลฮัมดุลิลาห์ ได้ ตามทัศนะที่ถูกต้องจากคำพูดของบรรดาผู้รู้

ألا أنه يستحب له الإسرار بالحمد أثناء الصلاة، وراجعي الفتوى رقم: 31375.

และส่งเสริมให้กล่าวด้วยเสียงที่เบา

ومن رد على العاطس بقوله يرحمك الله أثناء الصلاة بطلت صلاته، قال الشيرازي في المهذب وهو من كتب الشافعية: وإن شمت عاطساً بطلت صلاته لحديث معاوية بن الحكم، ولأنه كلام وضع لمخاطبة الآدمي فهو كرد السلام.

และผู้ใดที่ตอบรับการจามด้วยคำกล่าว ยัรฮะมุกัลลอฮ์ในขณะที่ทำการละหมาดนั้น ถือว่าเสียการละหมาด
ท่านซีย์รอซีย์ได้กล่าวในหนังสือ มุฮัซซับ หนึ่งในหนังสือตามมัซฮับซาฟียะห์ : แต่ถ้าหากผุ้ใดตอบรับคนที่จามด้วยกล่าว ยัรฮะมุกัลลอฮ์ ถือว่าละหมาดของเขาได้เสีย เนื่องด้วยหะดิษมุอาวียะห์ บิน อัลหะกัม 

وفي روضة الطالبين للنووي: ولو قال: يرحمك الله بطلت على المشهور. انتهى.

وفي فتح القدير لابن الهمام الحنفي: ومن عطس فقال له آخر: يرحمك الله وهو في الصلاة فسدت صلاته لأنه يجرى في مخاطبات الناس فكان من كلامهم. انتهى.

وقال النفراوي في الفواكه الدواني وهو مالكي: لأن من في صلاة لا يجوز له تشميت العاطس، بل لو قال المصلي للعاطس يرحمك الله عمداً أو جهلاً بطلت صلاته. انتهى.

والله أعلم.

 ระเด็นที่ห้า

ประเด็นที่ห้าว่าด้วย عيادة المريض การเยียมคนป่วย และแน่นอนสำหรับมุสลิมจำเป็นอย่างยิ่งทีต้องเยียมพี่น้องเขาเมื่อมีการป่วยขึ้นมา เมื่อใดที่เขาได้ยิน ก็ควรอย่างยิ่งทีจะได้ต้องเยียมเยียนกันละกัน และควรที่จะรักษามารยาทในการเยียมของแต่ละครั้ง
ส่วนมารยาทให้การเยียมผุ้ป่วยนั้น มีดังนี้ ที่มา (http://www.islammore.com/main/content.php…)

การเยียมคนป่วยนั้นไม่ควรเยี่ยมหลายๆครั้งในวันเดียว นอกเสียจากเป็นความต้องการของคนป่วย

วลาในการเยียมก็ควรเป็นเวลาที่เหมาะสม หลียเลียงเวลานอนของเขา แต่.บางคนพอได้ยินคนป่วยก็รีบไปเยียม ทั้งๆที่คนไข้อาจจะอยู่ในห้องผ่าตัดก็ได้ ท่านนบี เคยกว่าว่า
قَالَ:كَانَ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم لاَ يَعُودُ مَرِيضًا إِلاَّ بَعْدَ ثَلاَثٍ.أخرجه ابن ماجة (1437).
แท้จริงนบีนั้นไม่ไปเยียมคนป่วยนอกเสียจากเลยเวลามาสามวันแล้ว

หะดิษนี้แสดงให้เห็นว่า คนป่วยวันแรกนั้นอาจจำเป็นต่อการตรวจโรค หรือเป็นเวลาที่กำลังยุ่งๆ ….เลยสนับสนุนให้ไปเยียมหลังจากเขามีความพร้อมให้เราเยียม

ประเด็นที่ หก (قوله: ((وإذا استنصحك فانصح له))
นั้นคือเมื่อการร้องขอคำปรึกษาจากเจ้าในการงานใดการงานหนึ่ง เขาควรทำหรือไม่ควร? ก็จงให้คำปรึกษาแก่เขาในสิ่งที่เจ้าเห็นชอบ หากเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งเกิดประโยชน์ก็จงส่งเสริมให้เขาทำ แต่ถ้าสิ่งนั้นเกิดโทษก็ให้เขาหลีกห่างจากสิ่งนั้น.หากสิ่งนั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย ก็จงอธิบายให้เขาได้รับรู้พร้อมให้ชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีกับผลเสียนั้นอย่างไหนมีมากกว่ากัน
เช่นเดียวกัน หากมีขอคำปรึกษาเกียวกับการคบค้าสมาคมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ก็จงให้คำปรึกษาและคำชึ้แนะแก่เขา คำชี้แนะในเรื่องการแต่งงานก็เช่นกัน ก็จงใช้ความสามารถที่มีในการให้คำปรึกษา
และก็จงห่างไกลจากใจที่ไม่บริสุทธิในการให้คำปรึกษา ไม่มีการหลอกลวง เพราะผู้ใดที่หลอกลวงบรรดามุสลิมีนด้วยกัน เขาก็ไม่ใช่กลุ่มชนมุสลิม การนาศิฮัต(คำให้คำปรึกษา)น้้นถือว่าเป็นวายิบต่อเมื่อมีผู้ร้องขอคำปรึกษาและต้องการคำชี้แนะที่เป็นประโยชน์
ท่านอัลคุฎอบีย์กล่าวว่า ท่านรอซูลูลอฮ์ได้ให้การนาศิฮัตต่อบรรดามุสลิมนั้น เป็นเงื่อนไขหนึ่งของการสัตยาบัน

عن جرير بن عبدالله رضي الله عنه قال: بَايَـعْتُ النَّبِيَّ ﷺ عَلَى السَّمْعِ وَالطَّاعَةِ، فَلَقَّنَنِي فِيمَا اسْتَطَعْتُ، وَالنُّصْحِ لِكُلِّ مُسْلِـمٍ. متفق عليه
เล่าจากญะรีร บิน อับดุลลอฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า
“ฉันได้ทำสัตยาบันต่อท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่าจะเชื่อฟังและปฏิบัติตาม ดังนั้นท่านได้สอนฉันในสิ่งที่ฉันมีความสามารถ และให้คำปรึกษาตักเตือนแก่มุสลิมทุกคน”

(บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 7204 , มุสลิม หมายเลขหะดีษ 56 เป็นสำนวนของท่าน)

คำถามกวนใจ..
ห้าประการหรือหกประการนั้น ไม่สำคัญ..เพราะสิทธิของมุสลิมต่อพี่น้องมุสลิมนั้นมีมากกว่านั้นอีก
แต่ประเด็นที่คาใจคือ สิทธิเหล่านั้น เป็นวายิบหรือไมที่ต้องทำ(ถ้าไม่ทำบาปกันหมดเรอเปล่า?) หรือว่ามีเพียงบางประการเท่านั้นที่วายิบ ส่วนบางส่วนไม่ถือว่าวายิบ ?ถ้าไม่ถือว่าวายิบแล้วทำมัยหะดิษระบุว่าเป็นวายิบ?

ตอบ…

สิทธิมุสลิมต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกันนั้นมีทั้งวายิบอัยนี์ คือทุกคนจำเป็นต้องปฏิบัติ หากหลีกเลิ่ยงการปฏิบัติถือว่าบาปสำหรับผู้นั้น..
และยังมีที่เป็นวายิบกาฟาอีย์(ฟัรฎูกีฟายะห์)และก็ยังมีมุสตาฮับ คือสุนัตโดยผู้ใดที่ไม่ปฏิบัติก็ไม่เป็นบาปสำหรับเขา.
อิหม่าม เซาว์กาณีย์กล่าวว่า ความหมายของคำว่า ฮักกุลมุสลิม (สิทธิของมุสลิม) คือไม่ควรหลีกเลิ่ยงการปฏิบัติ เพราะมีทั้งที่เป็นวายิบ และมีทั้งที่เป็นสุนัตมัอักกัตที่คล้ายๆ(เทียบเท่า)กับวายิบ
ก็ถือว่าการนำมาใช้คำว่า ฮักกุน ทั้งสองความหมายพร้อมๆกัน คือวายิบ และสันัต เพราะคำว่าฮักนั้น บางครั้งก็มาใช้กับความหมายวายิบ บางครั้งก็ไม่ใช้กับความหมาย ยืนยัด (ซาบิต) และบางครั้งก็มาใช้กับความหมาย ลาซิม (จำเป็น)บางครั้งใช้กับความหมาย อัศศิดกู คือศรัทธา
ดั้งนั้น 1 การรับสลามเป็นวายิบถ้าการให้สลามนั้นเจาะจงสำหรับบุคคลที่ชัดเจน แต่ถ้าเมื่อให้สลามในหมู่มากก็ถือว่าฟัรฎูกีฟายะห์ ส่วนการให้นั้นถือว่าเป็นสุนัตที่ควรปฏิบัต สุนัตมุอัตกัด เพราะท่านนบีกล่าวว่า ( أَفْشُوا السَّلاَمَ بَيْنَكُمْ)จงแพร่สลาม ระหว่างพวกเจ้า
2 การเยียมคนป่วย เป็นฟัรฎูกีฟายะห์ เชคอิบนุอุซัยมีน กล่าวว่า การเยียมผู้ป่วยเป็นฟัรฎูกีฟายะห์
3 ติดตามมายัต หรือ เดินตามศพ ก็ถือว่าเป็นฟัรฎูกีฟายะห์เช่นกัน
4 ตอบรับคำเชิญ ถ้าเป็นการเชิญร่วมงานวาลีมะห์ (แต่งงาน)ถือว่าเป็นวายิบที่จะต้องรับคำเชิญนั้น เว้นแต่มีเหตุจำเป็น และถ้าอื่นจากงานวาลีมะห์ ก็คือว่าเป็นแค่สุนัต (ตามทัศนะของยุมฮูรุลอุลามาอ์) แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของในการรับคำเชิญ เช่นที่ๆนั้นไม่มีการปะปมระหว่างสิ่งที่มัวอ์ซียาท
5 การกล่าวรับคำจาม ในเรื่องนี้ มีข้อพิพากษ์ระหว่างอุลามาอ์ ซาฟีอียะห์ถือว่าสุนัต หะนาบีละห์ และฮานาฟียะห์คือว่า วายิบ มาลิกและบางส่วนของอุลามาอ์หะนาบีละห์ถือว่าฟัรฎูกีฟายะห์
6 การให้คำนาศีฮัตเมื่อมีการร้องขอ เป็นที่แน่นอนแล้วว่า การให้นาศีฮัตนั้นคือฟัรฎูกีฟายะห์ แต่ถ้ามีการร้องขอให้นาศีฮัตก็ถือว่าเป็นวายิบ
ที่มา.http://islamqa.info/ar/178639

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s