หะดีษ2 ซานาวี การเดินผ่านหน้าผู้ละหมาด

การเดินผ่านหน้าผู้ละหมาด

المرور بين يدي المصلى

أَبُو جُهَيْمٍ : قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : ” لَوْ يَعْلَمُ الْمَارُّ بَيْنَ يَدَيِ الْمُصَلِّي مَاذَا عَلَيْهِ ، لَكَانَ أَنْ يَقِفَ أَرْبَعِينَ خَيْرًا لَهُ مِنْ أَنْ يَمُرَّ بَيْنَ يَدَيْهِ ” ، قَالَ أَبُو النَّضْرِ : لا أَدْرِي أَقَالَ أَرْبَعِينَ يَوْمًا أَوْ شَهْرًا أَوْ سَنَةً متفق عليه

ความว่า “คนที่ข้ามหน้าคนละหมาด ถ้าเขารู้ความผิดมหาศาลแค่ไหน เขาจะรอสี่สิบจึงจะข้าม”ท่านอบุนนัดรฺ(ผู้รายงานหะดีษท่านหนึ่ง)กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าหมายรวมสี่สิบวันหรือสี่สิบเดือน หรือสี่สิบปี

ประวัติผู้รายงายหะดิษ
อาบูญูฮัยมิน
هو أبو جهيم بن الحارث بن الصمة الأنصاري رضي الله عنه، قيل: اسمه عبد الله، وقيل: اسمه الحارث، وقيل غير ذلك. ولـأبي جهيم هذا أحاديث ثلاثة: أولها حديث الباب، والحديث الثاني لـأبي جهيم.
เขาคือ อาบูญูฮัยมิน บุตร อัลหะริษ บุตร อัศศอมัตอัลอันศอร(ชาวมะดีนะห์)กล่าวว่าเขามีชือว่า อับดุลเลาะห์ บ้างก็กล่าวว่า เขาชืออัลหะริษ บ้างก็กล่าวว่า เขามีชื่อนอกเหนือจากชื่อนี้
สำหรับอาบูญุฮัยมิน รายงานหะดิษแค่สามบท บทแรกก็บทที่กำลังพรีเซ้นต์ ส่วนบทที่สอง คือ หะดิษนี้
عَنْ عُمَيْرٍ، مَوْلَى ابْنِ عَبَّاسٍ أَنَّهُ سَمِعَهُ يَقُولُ أَقْبَلْتُ أَنَا وَعَبْدُ الرَّحْمَنِ بْنُ يَسَارٍ، مَوْلَى مَيْمُونَةَ زَوْجِ النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم حَتَّى دَخَلْنَا عَلَى أَبِي الْجَهْيمِ بْنِ الْحَارِثِ بْنِ الصِّمَّةِ الأَنْصَارِيِّ فَقَالَ أَبُو الْجَهْيمِ أَقْبَلَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم مِنْ نَحْوِ بِئْرِ جَمَلٍ فَلَقِيَهُ رَجُلٌ فَسَلَّمَ عَلَيْهِ فَلَمْ يَرُدَّ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم عَلَيْهِ حَتَّى أَقْبَلَ عَلَى الْجِدَارِ فَمَسَحَ وَجْهَهُ وَيَدَيْهِ ثُمَّ رَدَّ عَلَيْهِ السَّلاَمَ

จากอุมัยร์ คนรับใช้ของ อิบนิ อับบาส รายงานว่า ฉันได้ยินท่านอิบนิอับบาสกล่าวว่า ฉันและ อับดุรเราะห์มาน อิบนุ ยะซาร คนรับใช้ของท่านหญิง มัยมูนะห์ คู่ครองของท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้มาที่บ้านของ อบี ญฮัยม์ อิบนุล ฮาริษ อิบนุล ศิมมะห์ อัลอันศอรีย์ ซึ่งอบี ญฮัยม์ กล่าวว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เดินมาจากทางด้านบ่อน้ำ ญะมัล ขณะนั้นมีชายผู้หนึ่งได้เจอกับท่านแล้วก็ให้สลาม แต่ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ยังไม่ได้รับสลาม โดยท่านเดินไปที่ข้างกำแพง (แล้วทำตะยัมมุม) ท่านลูบหน้าและมือทั้งสองของท่าน หลังจากนั้นท่านจึงรับสลาม
ส่วนหะดิษที่สามคือ
أما حديثه الثالث فقد رواه البغوي، وهو في نزول القرآن على سبعة أحرف: ( أن رجلين من المسلمين اختلفا في آية، فقال النبي صلى الله عليه وسلم: إن القرآن أنزل على سبعة أحرف )، فهذه أحاديث أبي جهيم بن الحارث بن الصمة الأنصاري رضي الله عنه وأرضاه.
(แท้จริงมีมุสลีมีนสองท่านพิพากษ์ในเรื่องอายัต ท่านนบีก็เลยกล่าวว่า “แท้จริง อัลกุรอาน ได้ถูกประทานลงมา 7 สำเนียงภาษาด้วยกัน

อธิบายหะดิษ

สิ่งกั้นขณะละหมาด (สุตเราะฮฺ)

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ขอความสุขความจำเริญและศานติจงประสบแด่ศาสนทูตของพระองค์ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวของอัลลอฮฺและเป็นศาสนทูตของพระองค์

การละหมาดคือเสาหลักของศาสนา และถือเป็นรุก่นอิสลาม (หลักปฏิบัติ) ข้อที่สองจากทั้งหมดห้าข้อ นอกจากนี้ การละหมาดก็ยังเป็นสิ่งแรกที่บ่าวจะถูกถามถึงในวันกิยามะฮฺ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน ที่จะต้องดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ตามรูปแบบที่ท่านนบี ได้เคยสั่งใช้และทำไว้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชาติของท่าน

ท่านมาลิก บิน อัล-หุวัยริษ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี กล่าวว่า

“พวกท่านจงละหมาด เหมือนดังที่พวกท่านเห็นฉันละหมาดเถิด”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 631)

อัฏ-เฏาะบะรอนียฺได้บันทึกไว้ในหนังสืออัล-เอาสัฏ จากท่านอับดุลลอฮฺ บิน กุรฏฺ เล่าว่า ท่านนบี กล่าวว่า:

“สิ่งแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ คือการละหมาด

หากว่าการละหมาดของเขาถูกต้องสมบูรณ์ การงานอื่นๆก็จะถูกต้องสมบูรณ์ด้วย

แต่ถ้าหากว่าการละหมาดขาดตกบกพร่อง การงานอื่นๆ ก็จะขาดตกบกพร่องไปด้วย”

(หะดีษเลขที่ 1859 โดยชัยคฺอัลบานียฺวินิจฉัยในหนังสืออัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ เลขที่ 1358 ว่าเป็นหะดีษเศาะฮีหฺ)

ทั้งนี้ มีข้อผิดพลาดบางประการในการละหมาดที่เราพบเห็นอยู่บ่อยๆ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตักเตือนกันเพื่ออัลลอฮฺ ข้อผิดพลาดที่ว่านี้ก็คือการไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งกั้นขณะละหมาด (สุตเราะฮฺ) ซึ่งมีหลักฐานสั่งใช้มากมายจากบทบัญญัติศาสนา ท่านอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า ท่านนบี กล่าวว่า:

“เมื่อคนใดในหมู่ท่านทำการละหมาด ก็จงอย่าได้ปล่อยให้ผู้ใดเดินตัดหน้าเขาในระยะใกล้ และให้กั้นขวางเขาเท่าที่จะทำได้

ถ้าหากเขาผู้นั้นยังคงดื้อดึง ก็ให้ผลักเขาออกไปได้ เพราะแท้จริงแล้วเขาผู้นั้นคือชัยฏอน”

(บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 505)

ท่านสะฮฺล์ บิน อบี หัษมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี กล่าวว่า:

“เมื่อคนใดในหมู่ท่านยืนละหมาดโดยหันเข้าหาสิ่งกั้น เขาก็จงขยับเข้าไปใกล้สิ่งนั้นให้มากที่สุด

เพื่อที่ชัยฏอนจะได้ไม่สามารถทำลายสมาธิของเขาในการละหมาด”

(บันทึกโดยอะหฺมัด หะดีษเลขที่ 16090)

ต่อไปนี้คือประโยชน์บางส่วนของสิ่งกั้น:

ข้อแรก: การมีสิ่งกั้นทำให้การละหมาดไม่เสีย แม้จะมีสตรีผู้บรรลุศาสนภาวะแล้ว ลา หรือสุนัขดำเดินตัดหน้าก็ตาม ดังปรากฏในหะดีษเศาะฮีหฺ

ข้อที่สอง: เป็นการกั้นขวางมิให้ผู้อื่นเดินตัดหน้าผู้ที่กำลังละหมาด อันเป็นการทำให้เสียสมาธิ

ข้อที่สาม: สิ่งกั้นเป็นการป้องกันมิให้ชัยฏอนเดินตัดหน้าผู้ละหมาด ดังปรากฏในหะดีษความว่า “ชัยฏอนจะไม่ตัดหน้าการละหมาดของเขา”

ข้อที่สี่: สิ่งกั้นช่วยให้สายตาผู้ละหมาดไม่วอกแวกไปกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า จนทำให้ขาดสมาธิและความสงบนิ่ง

ตลอดจนประโยชน์อื่นๆ มากมาย ทั้งนี้ บรรดาสะลัฟกัลยาณชนรุ่นแรกของอิสลามต่างให้ความสำคัญกับการวางสิ่งกั้นขณะละหมาด และตำหนิติเตียนผู้ที่ทำการละหมาดโดยไม่มีสิ่งใดกั้นข้างหน้า

มีรายงานบันทึกในเศาะฮีหฺอัล-บุคอรียฺว่า ครั้งหนึ่งท่านอุมัรฺเห็นชายคนหนึ่งยืนละหมาดระหว่างเสาสองต้น ท่านจึงดึงเขาไปอยู่หลังเสา

แล้วกล่าวว่า “ท่านจงละหมาดหันเข้าหาเสานี้เถิด”

ท่านอิบนุหะญัรฺ กล่าวว่า “ท่านอุมัรฺหมายถึงว่าให้เขาละหมาดโดยที่มีสิ่งกั้น” (ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 1 หน้า 577)

ซึ่งการกระทำของท่านอุมัรฺนี้แสดงให้เห็นว่า การวางสิ่งกั้นขณะละหมาดนั้นเป็นเรื่องที่เน้นย้ำให้กระทำเป็นอย่างยิ่ง

ท่านอิบนุมัสอูด กล่าวว่า “มีสี่ประการที่บ่งบอกถึงความหยาบกระด้าง… (หนึ่งในนั้นคือ) การที่คนคนหนึ่งละหมาดโดยไม่มีสิ่งใดกั้นเป็นสุตเราะฮฺ”

ท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า “ฉันเห็นบรรดาเศาะหาบะฮฺอาวุโสต่างพากันละหมาดหันเข้าหาเสามัสยิดในเวลาละหมาดมัฆริบ”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 503 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 837)

ในอีกสายรายงานหนึ่งระบุว่า: เป็นกรณีละหมาดสุนัตสองร็อกอัตก่อนมัฆริบ

(บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 837)

จะเห็นว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺได้ให้ความสำคัญกับการละหมาดหันเข้าหาสิ่งกั้นในมัสยิด นาฟิอฺกล่าวว่า

“ท่านอิบนุอุมัรฺนั้น หากไม่มีที่ว่างให้ท่านละหมาดหลังเสามัสยิด ท่านก็จะกล่าวแก่ฉันว่า: ‘ท่านจงหันหลังให้ฉัน’ เพื่อเป็นสิ่งกั้นแทนเสา”

(บันทึกโดยอิบนุ อบี ชัยบะฮฺ หะดีษเลขที่ 2892)

และมีรายงานจากท่านสะละมะฮฺ บิน อัล-อักวะอฺ ระบุว่า:

“เมื่อท่านประสงค์จะทำการละหมาดขณะอยู่ในทะเลทราย ท่านก็จะวางหินให้ตั้งสูงขึ้น แล้วท่านก็ละหมาดหันเข้าหาหินดังกล่าว”

(บันทึกโดยอิบนุ อบี ชัยบะฮฺ หะดีษเลขที่ 2877)

ซึ่งจากหะดีษที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า ไม่มีข้อแตกต่างในเรื่องของการละหมาดเข้าหาสิ่งกั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่อยู่ในสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่กลางทะเลทราย

อัส-สะฟารีนีย์ กล่าวว่า “พึงทราบเถิด ว่าการละหมาดหันหน้าเข้าหาสิ่งกั้นนั้น ถือเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้กระทำโดยความเห็นพ้องต้องกันในหมู่นักวิชาการ แม้มิได้เกรงว่าจะมีผู้ใดเดินผ่านตัดหน้าก็ตาม”

(ชัรหฺ ษุลาษิยาต อัล-มุสนัด เล่ม 2 หน้า 786)

ส่วนความสูงของสิ่งกั้นที่ถือว่าอยู่ในระดับที่ใช้ได้นั้น คือประมาณส่วนท้ายของอานสัตว์พาหนะ ดังหะดีษซึ่งรายงานจากท่านฏ็อลหะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า: เราเคยละหมาดโดยที่มีสัตว์เดินตัดหน้าขณะละหมาด เราจึงเล่าให้ท่านเราะสูล ฟัง ท่านก็กล่าวว่า:

“จงให้มีสิ่งกั้นวางอยู่ด้านหน้าของพวกท่าน สูงประมาณส่วนท้ายของอานสัตว์พาหนะ หลังจากนั้นหากจะมีสิ่งใดเดินตัดหน้าเขาก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด”

(บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 499)

และมีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า:

ท่านเราะสูล ถูกถามถึงสิ่งกั้นขณะละหมาด ท่านตอบว่า “ขนาดของมันประมาณส่วนท้ายของอานสัตว์พาหนะ”

(บันทึกโดยมุสลิม 500)

ท่านอบู ซัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านเราะสูล กล่าวว่า:

” เมื่อคนใดในหมู่ท่านยืนละหมาด ถ้าหากว่าด้านหน้าเขามีสิ่งกั้นประมาณส่วนปลายของอานสัตว์พาหนะ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งกั้นขนาดประมาณส่วนปลายของอานสัตว์พาหนะ เช่นนี้แล้วการละหมาดของเขาก็จะถูกตัดช่วงด้วยการเดินผ่านของลา สตรี และสุนัขดำ”

(บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 510)

ซึ่งความยาวของปลายอานนั้นประมาณหนึ่งวา ดังที่นักวิชาการสะลัฟบางท่านเช่นอะฏออ์, เกาะตาดะฮฺ และอัษ-เษารีย์ระบุไว้ และยังเป็นทัศนะของมาลิก, อัช-ชาฟิอีย์ และอะหฺมัดด้วย

อิบนุ กุดามะฮฺ กล่าวว่า “เกี่ยวกับเรื่องนี้ น่าจะเป็นการระบุถึงความยาวโดยประมาณ ไม่ใช่การกำหนดเจาะจง” ทั้งนี้เนื่องจากท่านนบี ได้กะประมาณความยาวของสิ่งกั้นโดยเทียบกับส่วนปลายของอานสัตว์พาหนะ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสั้นยาวแตกต่างกัน บางอันยาววาหนึ่ง บางอันยาวน้อยกว่านั้น จึงสรุปได้ว่าสิ่งกั้นที่ยาวใกล้เคียงกับหนึ่งวาก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้ วัลลอฮุอะอฺลัม ในส่วนของความหนาบางนั้น เราไม่พบว่ามีกำหนดไว้แต่อย่างใด จึงอาจใช้สิ่งที่เพรียวบางอย่างลูกธนูหรือหอกก็ได้ หรือจะเป็นสิ่งที่มีความหนาอย่างผนังอาคารก็ได้

ทั้งนี้ มีรายงานบันทึกว่าท่านนบี ได้เคยละหมาดโดยใช้หอกเล็กเป็นสิ่งกั้น

ท่านอบู สะอีด กล่าวว่า : ‘ท่านนบีเคยละหมาดโดยใช้ลูกธนูและก้อนหินเป็นสิ่งกั้น’

และมีรายงานหะดีษซึ่งบันทึกโดยอะหฺมัด ระบุว่า

ท่านนบี กล่าวว่า: ‘ลูกธนูถือเป็นสิ่งกั้นในละหมาด ดังนั้น เมื่อคนใดในหมู่ท่านจะทำการละหมาด ก็ให้เขาใช้ลูกธนูเป็นสิ่งกั้น’

(อัล-มุฆนีย์ เล่ม 3 หน้า 82-83 โดยย่อ)

ข้อพึงสังเกต:

1) การขีดเส้นเป็นสิ่งกั้นเมื่ออยู่กลางทะเลทรายอย่างที่บางคนกระทำนั้นถือว่าใช้ไม่ได้ โดยหะดีษที่ระบุให้ทำเช่นนั้นอยู่ในระดับที่อ่อน (เฎาะอีฟ) ตามคำวินิจฉัยของนักวิชาการหลายท่าน เช่น อิบนุศ เศาะลาหฺ, อัล-อิรอกีย์ และท่านอื่นๆ

2) ผู้เป็นมะอ์มูมไม่จำเป็นต้องวางสิ่งกั้น ทั้งนี้ การวางสิ่งกั้นในละหมาดญะมาอะฮฺนั้นถือเป็นหน้าที่ของอิหม่าม ท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า

“ฉันขี่ลามาถึง ในขณะที่ท่านเราะสูล กำลังนำละหมาดที่มินาโดยมิได้หันเข้าหาผนัง แล้วฉันก็เดินผ่านระหว่างแถวละหมาดแล้วปล่อยให้ลากินหญ้า จากนั้นจึงเข้าร่วมละหมาดในแถว โดยที่ไม่มีผู้ใดตำหนิฉันเลยแม้แต่ผู้เดียว ซึ่งในขณะนั้นฉันก็อยู่ในวัยที่บรรลุศาสนภาวะแล้ว”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 76 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 504)

3) การเดินตัดหน้าผู้ที่กำลังละหมาดนั้น ถือเป็นที่ต้องห้าม (หะรอม) ดังปรากฏหลักฐานจากท่านอบู ญุฮัยม์ เล่าว่า ท่านนบี กล่าวว่า:

“ถ้าหากผู้เดินตัดหน้าผู้ที่กำลังละหมาดรู้ ว่าการกระทำของเขาเป็นบาปความผิดเพียงไร แน่นอนว่าเขาจะยอมหยุดและยืนรอสี่สิบ (ผู้รายงานไม่แน่ใจว่าสี่สิบวันหรือเดือนหรือปี) ดีกว่าการที่เขาจะเดินตัดหน้าผู้ละหมาดไป”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 510 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 507)

สรุปสุดท้าย

การวางสิ่งกั้น (สุตเราะฮฺ) ถือเป็นสุนัตมุอักกะดะฮฺ (เป็นที่สิ่งเสริมให้กระทำอย่างยิ่ง) และนักวิชาการบางท่านมีทัศนะว่าเป็นวาญิบ (จำเป็นต้องกระทำ) ซึ่งก็เป็นทัศนะที่มีน้ำหนัก ดังนั้น จึงจำเป็นที่มุสลิมจะต้องให้ความสำคัญกับการวางสิ่งกั้นขณะละหมาด ไม่ว่าจะเป็นที่มัสยิด ที่บ้าน หรือกลางทะเลทรายก็ตาม ตราบใดที่เขาละหมาดคนเดียว หรือทำหน้าที่อิหม่าม และจำเป็นที่เขาจะต้องห้ามและกั้นขวางมิให้ผู้ใดเดินตัดหน้าเขาได้ ทั้งนี้ สิ่งกั้นที่ใช้ได้นั้นต้องมีขนาดใกล้เคียงกับส่วนปลายของอานสัตว์พาหนะ

(จากหนังสือ อัล-เกาลุลมุบีน ฟี อัคฏออิล มุศ็อลลีน ของชัยคฺ มัชฮูรฺ หะสัน หน้า 87-88)

แปลโดย : อัสรัน นิยมเดชา / Islamhouse

หุกุมว่าด้วยการเดินตัดหน้าคนละหมาด
1.
ويرى جمهور الفقهاء : الحنفية والمالكية والحنابلة : أن المار بين يدي المصلي آثم ولو لم يصل إلى سترة وذلك إذا مر قريباً منه
นักฟุกอฮาอ์ทั้ง ฮะนาฟียะห์ มาลีกียะห์ หะนาบีละห์ ต่างเห็นว่าการเดินข้ามคนละหมาดนั้นแม้ไม่มีสิ่งกันอยู่ก็ถือว่าบาปเช่นกัน หากเขาเดิมผ่านใกล้กับคนละหมาด
واختلفوا في حد القُرب . (แต่พิพากษ์ถึงระยะความใกล้ที่ต้องห้ามนั้นเท่าไร ?)
قال بعضهم : ثلاثة أذرع فأقل .บางคนกล่าวว่า สามข้อศอก
أو ما يحتاج له في ركوعه وسجوده .หรือระยะที่ต้องการรูกูวะอ์และสูญูด
والصحيح عند الحنابلة تحديد ذلك بما إذا مشى إليه ودفع المار بين يديه لا تبطل صلاته .
والأصح عند الحنفية أن يكون المرور من موضع قدمه إلى موضع سجوده وقال بعضهم إنه قدر ما يقع بصره على المار لو صلى بخشوع أي رامياً ببصره إلى موضع سجوده .
หะนาบีละห์กล่าวว่า เมือเดินผ่านแล้วผู้ที่ละหมาดนั้นทำการสกัด ขวาง แน่นอนการละหมาดของเขาไม่ถือว่าเสีย และระยะนั้นคือ ระหว่างต้นเท้ากับสถานที่ลงสูญูด
وقيد المالكية الإثم بما إذا مر في حريم المصلي من كانت له مندوحة أي سعة المرور بعيداً عن حريم المصلي وإلا فلا إثم .
أما الشافعية فقد صرحوا بحرمة المرور بين يدي المصلي إذا صلى إلى سترة وإن لم يجد المار سبيلاً آخر وهذا إذا لم يتعد المصلي بصلاته في المكان وإلا كأن وقف بقارعة الطريق أو استتر بسترة في مكان مغصوب فلا حرمة ولا كراهة .
ซาฟีอียะห์เห็นว่าหะรอมสำหรับเดินข้ามคนละหมาดหากเขาละหมาดที่มีสิ่งกั้นแล้วฉ(ข้ามระหว่างสิ่งกีดกั้น)แม้ว่าจะไม่มีทางอื่นให้ผ่าน แต่หากคนละหมาดจงใจละหมาดตรงทางเดิน ก็ไม่ถือว่าหะรอม หรือมักรูห สำหรับคนผ่าน

2 กฎที่ว่าด้วยการเดิมข้ามหน้าคนละหมาดวายิบหรือไม่?

لا خلاف بين الفقهاء في أن المرور وراء السُترة لا يضر وأن المرور بين المصلي وسُترته حرام شديد التحريم ومنهي عنه فيأثم المار بين يديه بالإجماع ودليله حديث أبي جهيم بن الحارث رضي الله عنه قال : قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : ” لو يعلم المار بين يدي المصلي ماذا عليه من الإثم لكان أن يقف أربعين خيراً له من أن يمر بين يديه ” متفق عليه وفسر العلماء قوله ( أربعين ) بأربعين سنة وذلك لما رواهالبزار بلفظ:”لكان أن يقف أربعين خريفاً “أي لو يعلم ماذا عليه من الإثم لوقف قبل أن يمر أربعين سنة خيراًمن أن يمر بين يديه.
สรุป.ไม่มีข้อพิพากษ์ระหว่างฟูกอฮาอฺการเดินข้ามหลังสิ่งกีดกันนั้นไม่เป็นที่ต้องห้าม แต่การเดินข้ามต่อหน้าคนละหมาดระหว่างที่มีสิ่งกีดกันนั้นเป็นที่(ไม่อนุญาต)หะรอมยิ่งหนัก ซึ่งอุลามาอ์ต่างมีมติเห็นพ้องกันในเรื่องดังกล่าว
โดยยึดจากบทหะดิษ(ที่เราเรียนมา)ซึ่งอุลามาอ์ได้ตัฟซีรคำว่า สี่สิบตรงนี้คือสี่สิบปี (หากรู้ว่าบาปนั้นหนักยิ่ง แล้วไม่มีทางเดินนอกเหนือทางนี้ทางเดียว เขาก็ยอมที่ยืนรอ แม้ว่า สี่สิบปีก็ยอมรอ )

3. ว่าด้วยการข้ามคนละหมาดนั้นทำให้ละหมาดนั้นเสียหรือไม?

: أثر المرور بين يدي المصلي في قطع الصلاة
ذهب جمهور العلماء إلى أن المرور بين المصلي والسُترة لا يقطع الصلاة ولا يفسدها وذلك لقوله صلى الله عليه وسلم : « لا يقطع الصلاة شيء وادرءوا ما استطعتم » أخرجه أبو داود والبيهقى عن أبى سعيد الخدرى وضعفه الشيخ الألباني رحمه الله .
อุลามาอ์ส่วนใหญ่เห็นว่า การเดินผ่านคนละหมาดระหว่างสิ่งกีดกั้นนั้นไม่ถือว่าเสียการละหมาด ยึดตามหะดิษที่ว่า ไม่สามารถทำให้เสียการละหมาดเพราะการผ่านของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ولكن استثني من ذلك ثلاثة أشياء وهي : المرأة والحمار والكلب
เว้นแต่สามอย่างคือ ผู้หญิง ล่า และหมา
فهذه وقع فيها الخلاف كما وقع الخلاف في جزئياتها فالمرأة : هل يقصد بها البالغة أم عموم الأنثى ؟ والحمار : هل يقصد به الأهلي أم عموم الحمير ؟ وكذلك الكلب : هل يقصد به الأسود أم عموم الكلاب ؟ .
สิ่งที่คิลาฟ(พิพากษ์)คือผู้หญิงนั้นเฉพาะที่บาลิฆเท่านั้นหรือหญิงทั่วไป
ล่าเมือง(เลิ้ยง)หรือล่าทั่วไป และหมาที่หมายถึงคือหมาสีดำหรือหมาทั่วไป

บรรดาอุลามาอ์พิพากษ์ในเรื่องนี้ออกสามทัศนะ
หนึ่งว่าด้วย สามอย่างนั้น ผู้หญิง ล่า หมา นั้นให้เสียการละหมาด โดยยึดจากหะดิษ
قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِذَا قَامَ أَحَدُكُمْ يُصَلِّي فَإِنَّهُ يَسْتُرُهُ إِذَا كَانَ بَيْنَ يَدَيْهِ مِثْلُ آخِرَةِ الرَّحْلِ فَإِذَا لَمْ يَكُنْ بَيْنَ يَدَيْهِ مِثْلُ آخِرَةِ الرَّحْلِ فَإِنَّهُ يَقْطَعُ صَلَاتَهُ الْحِمَارُ وَالْمَرْأَةُ وَالْكَلْبُ الْأَسْوَدُ قُلْتُ يَا أَبَا ذَرٍّ مَا بَالُ الْكَلْبِ الْأَسْوَدِ مِنَ الْكَلْبِ الْأَحْمَرِ مِنَ الْكَلْبِ الْأَصْفَرِ قَالَ يَا ابْنَ أَخِي سَأَلْتُ رَسُولَ اللهِ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَمَا سَأَلْتَنِي فَقَالَ الْكَلْبُ الْأَسْوَدُ شَيْطَانٌ (مسلم : الصلا(ة

ท่านรอซูล กล่าวว่า “เมื่อคนใดคนหนึ่งในพวกท่านยืนขึ้นละหมาดถือว่าเขาได้ตั้งสิ่งปิดกั้นแล้วถ้าเบื้องหน้าเขามีสิ่งของอย่างไม้ยันหลังอานสัตว์พาหนะ(กั้นอยู่) แต่ถ้าเบื้องหน้าเขาไม่มีอะไรอย่างไม้ยันหลังอานสัตว์พาหนะแล้ว ลา และผู้หญิง และสุนัขดำจะตัดการละหมาดของเขา” ฉัน เข้าใจว่าเป็น อับดุลลอฮฺ บินศอมิต – ผู้ถ่ายทอดรายงานจากอบูซัรร์-) ถามว่า “ท่านอบูซัรร์ ครับ สุนัขดำมันต่างอะไรจากสุนัขแดงหรือสุนัขสีเหลืองล่ะครับ” เขาตอบว่า “หลานชายเอ๋ย ฉันก็เคยถามท่านรอซูล อย่างที่เจ้าถามฉันเหมือนกัน ซึ่งท่านตอบว่า ‘สุนัขดำนั้นมันคือชัยฏอน’ ” (มุสลิม กิตาบุศเศาะลาฮฺ)
สอง เฉพาะบางอย่างเท่านั้น คือ หมาดำเท่านั้น
สาม เห็นว่า ทั้งสามอย่างนั้นไม่สามารถทำให้การละหมาดเสียได้ นี้คือแนวคิดของอุลามาอ์ส่วนใหญ่ และให้ความหมาดคำว่า อัลกอตอูนั้น ทำให้จิตใจไม่มีสมาธิ ไม่ใช่เป็นการเสียละหมาด

 4.หุกุมว่าด้วยการสกัดกั้นคนข้ามระหว่างสิ่งกีดกั้นและคนละหมาด

: حُكم دفع المار بين المصلي والسُترة
لا خلاف بين الفقهاء في مشروعية دفع المار بين يدي المصلي إماماً كان أو منفرداً سواء كان المارإنساناًأو بهيمة وذلك إذا مر بينه وبين سترته أو قريباً منه لما ورد فيه من أحاديث منها .
ما رواه أبو سعيد الخدري رضي الله عنه قال : « قال رسول اللّه صلى الله عليه وسلم : إذا صلى أحدكم إلى شيء يستره من الناس فأراد أحد أن يجتاز بين يديه فليدفعه فإن أبى فليقاتله فإنما هو شيطان » .
ไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างอุลามาอ์ว่าามีบทบัญญัติว่าด้วยการสั่งใช้ให้สะกันกั้นคนเดินข้ามคนละหมาด ไม่ว่าเขาจะละหมาดญะมาอะห หรือละหมาดคนเดียว ไม่ว่าการนั้นจะเป็นคนหรือสัตว์ การสกัดกั้นนั้นเมื่อมีการเดิมข้ามระหว่างคนละหมาดและสิ่งที่กีดกั้นอยู่ หรือข้ามในระยะที่ใกล้กับคนละหมาด ยึดตามหะดิษที่ว่า
” إذا صلى أحدكم إلى شيء يستره من الناس فأراد أحد أن يجتاز بين يديه فليدفعه فإن أبي فليقاتله فإنما هو شيطان ” ความว่า “เมื่อบุคคลใดในหมู่พวกท่านนมาซโดยมีสิ่งกั้นเขตข้างหน้าอันเนื่องจาก (ป้องกัน) ผู้คน (เดินตัดหน้า) เช่นนั้นมีบุคคลหนึ่งต้องการเดินผ่านตัดหน้าเขา, เขา (ผู้นมาซ) จงปกป้องไว้ (หมายถึงใช้มือยื่นกั้นไม่ให้เดินผ่าน) แต่ถ้าเขาดื้อดึง (หมายถึงยังจะดื้อเดินผ่านตัดหน้า) เขาจงสังหารเขาเถิด เพราะเขาคือชัยฏอน” (บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)
قال الصنعاني : أي فعله فعل الشيطان في إرادة التشويش على المصلي
ท่านศ๊อนอานี้ย์กล่าวว่า . การกระทำของเขาเป็นการกระทำของซัยฏอนที่ต้องการทำลายสมาธิของคนละหมาด
وقيل : المراد بأن الحامل له على ذلك شيطان ويدل على ذلك ما في رواية مسلم : « فإن معه القرين » أي شيطان … ) أهـ .
บางก็กล่าวว่า ความหมายของหะดิษนั้น คือซัยฏอน เพราะอ้างไปยังหะดิษที่
فإن معه القرين
เขาพร้อมด้วยเพื่อนสนิทของเขาคือ ซัยฏอน
أما المأموم فليس عليه أن يدفع من يمر بين يديه
แต่สำหรับมะอ์มูนนั้นไม่จำเป็นต้องสะกัด

: كيفية دفع المار بين يدي المصلي والسُترة

วิธีการใดที่จะสกัดผู้ที่เดินตัดหน้าระหว่างคนละหมาดและสิ่งกีดกั้น
อุลามาอ์ได้คิลาฟในเรื่องดังกล่าวแต่ต้องก็เห็นว่าควรใช้วิธีการง่ายที่สุด
อิหม่ามนาวาวีกล่าวว่า ในมัซฮับซาฟีอียะห์ส่งเสริมให้ผู้ชายกล่าวตัซเบียห์ และปรบมือสำหรับผู้หญิง ความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับความคิดของอิหม่ามอะห์มัดและอิหม่ามฮานาฟีย์ อิหม่ามมาลิกกล่าวว่า.กล่าวตัซเบียหฺสำหรับผู้หญิงเท่านั้น

5. حُكم اتخاذ السُترة في المسجد الحرام وحُكم المرور بين يدي المصلي فيه

ห้า การทำสิ่งกีดกั้นในมัสยิดอัลหะรอม แล้วก็หุกุมเดินตัดหน้าผู้ละหมาดในมัสยิดหะรอม
أولاً : حُكم السُترة في المسجد الحرام .แรก คือหุกุม สิ่งกีดกั้นในมัสยิดหะรอม
หะดิษได้บอกถึงบทบัญญัติว่าด้วยการนำสิ่งกีดกั้นในการละหมาดและห้ามมีการตัดหน้าคนละหมาดซึ่งหลักฐานดังกล่าวเป็นหลักฐานที่หมายความโดยรวมของมัสยิดไม่เฉพาะหรือจำกัดมัสยิดใดมัสยิดหนึ่ง นั้นก็หมายความว่า คลอบคลุมยังมัสยิดอัลหะรอมและอื่นๆ
เชค ยุสุฟ บิน อับดุลเลาะห์ อัลอะหมัด กล่าวว่า ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างมัสยิดหะรอมและมัสยิดอื่นๆ ในทัศนะที่ตรงที่สุดจากทัศนะบรรดาอุลามาอ์ .หากการเดินตัดหน้าคนละหมาดเป็นที่ต้องห้ามสำหรบมัสยิดทั่วไป นั้นก็แสดงว่ามัสยิดอัลหะรอมก็ยิ่งเป็นที่ต้องห้ามมากกว่า
وذهب بعض العلماء إلى أنه لا سترة في المسجد الحرام واستدلوا بحديث المطلب بن أبي وِداعة قال : ” رأيت رسول الله يصلي والناس يمرون بين يديه ليس بينه وبين الكعبة سترة ” أخرجه أحمد وأبو داود والنسائي وابن ماجة
บางอุลามาอ์ก็ให้ทัศนะว่า ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งกีดกั้นในมัสยิดหะรอมด้วยยึดตามหะดิษที่ว่า
ความว่า ฉันเห็นท่านรอซุลลอฮละหมาด ในขณะที่ผู้คนเดินตัดหน้า ซึ่งไม่มีการกีดกั้นระหว่างนบีและอัลกะอฺบะห์

6. คำถาม
เด็กอายุเท่ารัยเราสามารถสกัดเขาไม่ให้เดินตัดหน้าคนละหมาด
ส่วนเด็กเล็กนั้น ก็ควรกีดกั้นไมให้เขาเดินตัดหน้า ตามข้อห้ามจากหะดิษส่วนใหญ่(ที่ห้ามโดยจำกัดอายุ) และหะดิษที่พากพิงไปยังนบี ศอลลอลอฮอาลัยฮิวาซัลลัม
حديث عمرو بن شعيب عن أبيه عن جده قال : ( هبطنا مع رسول الله صلى الله عليه وسلم من ثنية أذاخر فحضرت الصلاة يعني فصلّى إلى جدار فاتخذه قبلة ونحن خلفه فجاءت بهمة تمرّ بين يديه فما زال يدارئها حتى لصق بطنه بالجدار ومرّت من ورائه ) رواه أبو داود (807) وصححه الألباني
จากหะดิษที่บอกเล่าโดย อัมรู บิน ซะอฺบู จากพ่อของเขา รายงานจาก ปู่ของเขา ได้กล่าวว่า ฉันได้ลงมาจาก พร้อมด้วยนบี จากภูเจา อาซาคีร และแล้วเวลาละหมาดก็มาถึง ท่านนบีก็ละหมาดโดยเอากำแพงเป็นที่กัน หันหน้าทางกิบลัต ส่วนพวกเราก็ละหมาดด้านหลังนบี ขณะนั้นมีลูกแพะตัวหนึ่งพยายามเดินตัดหน้า ท่านนบีก็พยายามสกัดกั้น จนกระทั้งท้องท่านนบีใกล้กับกำแพง และแล้วลูกแพตัวนั้น ก็เดินด้านหลัง หะดิษนี้อัลบานีย์กล่าวว่า เศาะหิฮ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s