แปลความหมาย หะดีษบทที่2 ละหมาดตะฮัจญุด صلاة التهجد الثانية الثانوية

แปลความหมายจากหนังสือเรียน ของสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามชายแดนใต้ โดย.อุสตาซ อุสมาน นือเร็ง โรงเรียนสุขสวัสดิ์วิทยา ต้นฉบับหนังสือจาก الحديث : شرح رياض الصالحين المجلد الثاني للشيخ ابن عثيمين رحمه الله عَنْ عَائِشَةَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهَا ، أَنَّ نَبِيَّ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَانَ يَقُومُ مِنَ اللَّيْلِ حَتَّى تَتَفَطَّرَ قَدَمَاهُ ، فَقَالَتْ عَائِشَةُ : لِمَ تَصْنَعُ هَذَا يَا رَسُولَ اللَّهِ ، وَقَدْ غَفَرَ اللَّهُ لَكَ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِكَ وَمَا تَأَخَّرَ ، قَالَ : ” أَفَلَا أُحِبُّ أَنْ أَكُونَ عَبْدًا شَكُورًا ” صحيح البخاري » كِتَاب تَفْسِيرِ الْقُرْآنِ » سُورَةُ الْفَتْحِ » بَاب لِيَغْفِرَ لَكَ اللَّهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِكَ

ความว่า เล่าจากอาอิชะห์ (ร.ด) ว่า : ท่านนบี (ซ.ล) จะลุกขึ้นละหมาดในเวลากลางคืนจนเท้าทั้งสองข้างของท่านบวม ฉันได้ถาม ท่านว่า : เพราะเหตุใดท่านจึงทำถึงเช่นนี้ โอ้ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ทั้งที่ท่านได้รับการอภัยโทษจากบาปของท่านที่ผ่านมาแล้ว และจะเกิดขึ้นต่อไปในภายหลัง? ท่านกล่าวว่า : ฉันจะไม่เป็นบ่าวที่สำนึกในบุญคุณของพระเจ้าหรือ !” รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม تعريف الراوي ประวัติผู้รายงาน ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา เป็นบุตรีของท่านอบูบักร อัศ-ศิกดีก เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ผู้ที่ทรงความรู้และได้ถ่ายทอดมรดกคำสอนอิสลามแก่บรรดาผู้ศรัทธามากที่สุด ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา ได้แต่งงานกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม ขณะที่นางมีอายุหกปี และได้ใช้ชีวิตร่วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม ในเดือน ซัววาล ปีที่สองของฮิจเราะหฺศักราช ขณะนั้นนางอายุได้เก้าปี ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม เสียชีวิตขณะที่นางมีอายุสิบแปดปี ท่านหญิงอาอิซะหฺใช้ชีวิตหลังจากท่านนบีเสียชีวิตได้ สีสิบปี และท่านก็เสียชีวิตลงในปีฮิจเราะหฺศักราชที่ 57 ความหมายโดยรวม المعنى الإجمالي عن عائشة ـ رضي الله عنها ـ أن النبي صلى الله عليه وسلم كان يقوم من الليل حتى تتفطر قدماه ، فقلت : يا رسول الله لم تصنع ذلك وقد غفر الله لك ما تقدم من ذنبك وما تأخر ؟ فقال : ( أفلا أحب أن أكون عبداً شكوراً )، فعائشة ـ رضي الله عنها ـ من أعلم الناس بحال النبي صلى الله عليه وسلم فيما يصنعه في السر ؛ أي في بيته ، وكذلك نساؤه ـ رضي الله عنهن ـ هن أعلم الناس بما يصنعه في بيته . เล่าจากอาอิชะห์ (ร.ด) ว่า : ท่านนบี (ซ.ล) จะลุกขึ้นละหมาดในเวลากลางคืนจนเท้าทั้งสองข้างของท่านบวม ฉันได้ถาม ท่านว่า : เพราะเหตุใดท่านจึงทำถึงเช่นนี้ โอ้ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ทั้งที่ท่านได้รับการอภัยโทษจากบาปของท่านที่ผ่านมาแล้ว และจะเกิดขึ้นต่อไปในภายหลัง? ท่านกล่าวว่า : ฉันจะไม่เป็นบ่าวที่สำนึกในบุญคุณของพระเจ้าหรือ? ท่านหญิงอาอีซะห์ เป็นผู้ที่ทรงความรู้ คือรอบรู้กว่าคนอื้นที่เกี่ยวกับกิจวัตรของท่านนบี (ซ.ล)ในยาม(سري)ยามที่ท่านนบีปลอดจากผู้คนคือในบ้าน เช่นเดียวกันกับบรรดาภรรยาท่านอื่นของท่านบี เขาเหล่านั้นรอบรู้ทุกอย่างกับการงานของท่านนบีขณะอยู่ในบ้าน. ولهذا كان كبار الصحابة يأتون إلى نساء النبي صلى الله عليه وسلم يسألونهن عما كان يصنع في بيته ، فكان صلى الله عليه وسلم يقوم من الليل يعني في الصلاة تهجداً . وقد قال الله تعالى في سورة المزمل : ( إِنَّ رَبَّكَ يَعْلَمُ أَنَّكَ تَقُومُ أَدْنَى مِنْ ثُلُثَيِ اللَّيْلِ وَنِصْفَهُ وَثُلُثَهُ وَطَائِفَةٌ مِنَ الَّذِينَ مَعَكَ ) (المزمل:20) . เหตุดั่งกล่าวบรรดาศอหะบัตที่อาวุโสถึงกับส่งทูตเพื่อสอบถามภรรยาท่านนบีเกียวกับกิจวัตรท่านบนีขณะอยู่ในบ้าน. ท่านนบี (ซ.ล)ได้ลุกขึ้นละหมาดในเวลากลางคืน นั้นคือนมาซตะฮัจญุด แท้จริงอัลลอฮฺทรงตรัสในซูเราะห์มุซซัมมิลอายัตที่20 ว่า )إِنَّ رَبَّكَ يَعْلَمُ أَنَّكَ تَقُومُ أَدْنَى مِن ثُلُثَيِ اللَّيْلِ وَنِصْفَهُ وَثُلُثَهُ وَطَائِفَةٌ مِّنَ الَّذِينَ مَعَكَ( มีใจความว่า “(แท้จริงพระเจ้าของเจ้าทรงรู้ดียิ่งว่า เจ้ายืนละหมาดเกือบสองในสามของกลางคืน” และหนึ่งในสองของกลางคืน และหนึ่งในสามของกลางคืน และกลุ่มหนึ่งจากบรรดาที่ติดตามเจ้า) فكان يقوم ـ عليه الصلاة والسلام ـ أحياناً أكثر الليل ، وأحياناً نصف الليل ، وأحياناً ثلث الليل ؛ لأنه ـ عليه الصلاة والسلام ـ يعطي نفسه حقها من الراحة مع القيام التام بعبادة ربه ـ صلوات الله وسلامه عليه ـ ، فكان يقوم أدنى من ثلثي الليل ـ يعني فوق النصف ، ودون الثلثين -ونصفه وثلثه ؛ حسب نشاطه ـ عليه الصلاة والسلام ـ ؛وكان يقوم حتى تتورم قدماه وتتفطر من طول القيام ؛ أي يتحجر الدم فيها وتنشق ท่านบนีทำการละหมาดตะฮัจญุดบางครั้งมากเป็นพิเศษ (คือเกือบสองในสาม )บางครั้ง หนึ่งในสอง บางครั้ง หนึ่งในสามของกลางคืนทั้งหมด เพราะท่านบนีมอบสิทธิให้ร่างกายของเขาด้วยการพักผ่อนพร้อมปฏิบัติอิบาดัต ต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ) ซึ่งท่านบนีทำการละหมาดตะฮัจญุดบางครั้งมากเป็นพิเศษ (คือเกือบสองในสาม )มากกว่าหนึ่งในสองแต่ไม่ถึงกับสองในสาม บางครั้ง หนึ่งในสอง บ้างครั้ง หนึ่งในสามของกลางคืนทั้งหมด ตามความสามารถและแรงกายของท่าน(ศ.ล) ท่านนบี ลุนขึ้นละหมาดจนกระทั่งเท้าของท่านบวมทั้งสองข้างเป็นเพราะยาวนานของการยืน คือเลือดเท้าทั้งสองออกและเท้าก็ฉีก وقد قام معه شباب من الصحابة ـ رضي الله عنهم ـ ولكنهم تعبوا فابن مسعود ـ رضي الله عنه ـ يقول : صليت مع النبي صلى الله عليه وسلم ذات ليلة ، فقام طويلاً حتى هممت بأمر سوء ، قالوا : بما هممت يا أبا عبد الرحمن ؟ قال : هممت أن أقعد وأدعه(54) ، أي يجلس ؛ لعجزه عن أن يصبر كما صبر النبي صلى الله عليه وسلم ، وحذيفة بن اليمان ـ رضي الله عنه ـ قام معه ذات ليلة فقرأ النبي صلى الله عليه وسلم البقرة والنساء وآل عمران ، الجميع خمسة أجزاء وربع تقريباً ، ويقول حذيفة : كلما أتت آية رحمة سأل ، وكلما أتت آية تسبيح سبح ، وكلما أتت آية وعيد تعوذ (55)، وهو معروف ـ عليه الصلاة والسلام ـ أنه يرتل القراءة . บรรดาศอหะบัตที่หนุ่มๆต่างก็ทำการละหมาดกันท่านนบี แต่พวกเขาก็พบกับความเหนื่อยล้า อิบนุมัสอุดได้กล่าวว่า ในคืนหนึ่งฉันได้ยืนละหมาดกับท่านนบี (ซ.ล) ท่านนบีได้กียาม(ยืน)เป็นเวลานานจนกระทั้งฉันได้คิดในสิ่งที่ไม่ดี ได้มีคนถามว่า เจ้าคิดเรื่องอะไรเรอท่านอบาอับดุลรอฮมาน ? ท่านได้ตอบว่า ฉันคิดที่จะนั้งและปล่อยให้ท่านนบี(ละหมาดเพียงผู้เดียว)คืออิบนุมัสอูดคิดจะนั่งเพราะความอดทนไม่สูงพอเหมือนความอดทนที่นบีมีอยู่(ซ.ล) และหุซัยฟะห์บินยามานก็เช่นเดียวกันเขาได้ยืนละหมาดกับท่านนบีในคำคืนหนึ่ง ในคืนนั้นท่านนบีได้อ่านซูเราะห์อัลบากอเราะหฺ อันนีซาอฺ และอาลาอิมรอน ทั้งหมดก็ ห้ายูซุดกับอีกหนึ่งในสีของยุดที่หก หุซัยฟะห์กล่าว. เมื่อใดที่นบีอ่านอายัต เราะห์มัตฉันขอวิงวอน(ให้ได้มา)เมื่อใดถึงอายัต ตัสบิห์ ฉันก็กล่าวตัสเบียะห์และเมือถึงอายัต(วาอีด)เกี่ยวกับบทลงโทษฉันกล่าวขอรอดพ้นจากมัน. ตรงนี้บอกได้อย่างชัดเจนว่า خمسة أجزاء وربع ، مع السؤال عند آيات الرحمة ، والتعوذ عند آيات الوعيد ، والتسبيح عن آيات التسبيح ؛ فماذا يكون القيام ؟ يكون طويلاً ، وهكذا كان النبي ـ عليه الصلاة والسلام ـ يقرأ في الليل . ท่านนบีได้อ่านกุรอานในละหมาดตะฮัจญุดถึงห้ายุด พร้อมทั้งวิงวอนเมื่อถึงอายัตเราะห์มัต และกล่าวตัสเบียะห์ เมื่อถึงอายัตตัสเบียะห์และกล่าวขอความคุ้มครองเมือถึงอายัต(วาอีด)เกี่ยวกับบทลงโทษ ดั้งนั้นเขาจะยืนละหมาดอย่างไร?แน่นอนต้องใช้เวลาในการยืนนั้นเป็นเวลานาน .นี้แหละการอ่านของท่านนบีในละหมาดกลางคืน وإذا أطال القراءة أطال الركوع والسجود أيضاً ، فكان يطيل القراءة والركوع والسجود เมือใดที่ยาวในการอ่านแน่นอนการ รอกุวออฺركوع และสูยุดก็ตั้งนาน ฉะนั้นก็แปลว่าท่านนบีอ่านยาว รอกูวออ์นาน และสูยุดนาน(บทหะดีษฉบับสมบูรณ์)*01 فإذا كان يقوم ـ عليه الصلاة والسلام ـ مثلاً في ليلة من ليالي الشتاء وهي اثنتا عشرة ساعة ، يقوم أدنى من ثلثي الليل ؛ فلنقل إنه صلى الله عليه وسلم يقوم سبع ساعات تقريباً وهو يصلي ـ عليه الصلاة والسلام ـ في الليل الطويل . تصور ماذا يكون حاله ـ عليه الصلاة والسلام ؟ ومع هذا فقد صبر نفسه ، وجاهد نفسه ، وقال : (أفلا أحب أن أكون عبداً شكوراً ) และเมือท่านนบี ละหมาดในช่วงฤดูหนาวซึ่งเวลากลางคืนทั้งหมด 12 ชั่วโมงนั้น นบีได้ละหมาดเกือบสองในสามของช่วงกลางคืน ก็หมายความว่า ท่านนบีใช่เวลาในการละหมาดเกือบเจ็ดชั่วโมงต่อคืน เราลองมโนภาพดูว่า สภาพการที่ท่านนบีทำอยู่นี้เป็นอย่างไร? แน่นอนนี้คือความอดทนและความพยายามที่ท่านมีอยู่. และท่านได้กล่าวว่า ฉันจะไม่เป็นบ่าวที่สำนึกในบุญคุณของพระเจ้าหรือ !” ความว่า ฉันไม่สมควรหรือที่จะเป็นบ่าวที่สำนึกต่อบุญคุณ ? وفي هذا دليل على أن الشكر هو القيام بطاعة الله ، وأن الإنسان كلما أزداد في طاعة ربه ـ عز وجل ـ فقد ازداد شكراً لله ـ عز وجل ـ ؛ وليس الشكر بأن يقول الإنسان بلسانه : أشكر الله ، أحمد الله ؛ فهذا شكر باللسان ، لكن الكلام هنا على الشكر الفعلي الذي يكون بالفعل بأن يقوم الإنسان بطاعة الله بقدر ما يستطيع . ทั้งหมดนี้ บอกได้ว่า การรำลึกบุญคุณนั้นคือการทำการตออัตต่ออัลอฮฺ และผู้ใดที่เพิ่มการตออัตต่อพระผู้เป็นเจ้า แน่นอนเขาเพิ่มการรำลึกบุญคุณต่ออัลลอฮฺ .และไม่ใช่การรำลึกบุญคุณนั้นด้วยลิ้นปากเสมอไป ว่าฉันขอบคุณอัลลอฮฺ นั้นคือการรำลึกบุญคุณด้วยลิ้น .แต่ที่กำลังพูดถึงณ.ที่นี้คือการรำลึกบุญคุณด้วยการกระทำ ของบ่าวผู้หนึ่งในการตออัตแต่อัลลอฮฺด้วยความสามารถที่เขามีอยู่ وفي هذا دليل على أن النبي صلى الله عليه وسلم قد غفر الله له ما تقدم من ذنبه وما تأخر ؛ كل ما تقدم من ذنبه فقد غفر الله له ، ,كل ما تأخر فقد غفر الله له ، وقد خرج من الدنيا ـ صلوات الله وسلامه عليه ـ سالماً من كل ذنب ؛ لأنه مغفور له และหะดีษที่ได้บ่งบอกว่าท่านนบีนั้นอัลลอฮฺทรงรับการอภัยโทษจากบาปของท่านที่ผ่านมาแล้ว และจะเกิดขึ้นต่อไปในภายหลัง และแท้จริงท่านนบีประสูติออกมาบนโลกใบนี้นั้นก็ปราศจากบาปทั้งหลายแล้ว เพราะท่านได้รับการอภัยโทษ وقد يخص الله أقواماً فيغفر لهم ذنوبهم بأعمال صالحة قاموا بها مثل أهل بدر . และอัลลอฮ์ก็ได้อภัยบาปแก่จำพวกหนึ่งด้วยการกระทำอามัลศอและห์ที่ได้กระทำมา เช่นบรรดา อัฮลูล บัดร (ผู้ที่เขาร่วมในสงครามบาดัร)ดูคำอธิบายที่(*1ไม่มีในบทเรียน) ففي هذا دليل على أن من خصائص الرسول ـ عليه الصلاة والسلام ـ أن الله قد غفر له ما تقدم من ذنبه وما تأخر ، ในหะดีษนี้ได้บ่งบอกอีกว่าลักษณะเฉพาะ หรือสิทธิพิเศษของท่านนบีนั้นคือการได้รับอภัยโทษจากบาปที่ผ่านมาและที่จะเกิดขึ้นภายหลัง. وبناءً عليه : فكل حديث يأتي بأن من فعل كذا غفر له ما تقدم من ذنبه وما تأخر فإنه حديث ضعيف ، لأن هذا من خصائص الرسول ، أما ( غفر له ما تقدم من ذنبه ) ، فهذا كثير ، لكن ( ما تأخر ) ، هذا ليس إلا للرسول صلى الله عليه وسلم فقط ، وهو من خصائصه ณ.จุดนี้ หะดีษที่บอกถึงการอภัยบาปที่ผ่านมาและที่จะเกิดขึ้นภายหลังสำหรับผู้ที่ปฏิบัติอามาลใดอามาลหนึ่งนั้น แท้จริงนั้นเป็นหะดีษฏออิฟ . เพราะการอภัยจากบาปที่ผ่านมาและที่จะเกิดขึ้นภายหลังนั้นเป็นลักษณะเฉพาะของบรรดารอซูล .ส่วนหะดีษที่บ่งบอกถึงการอภัยบาปที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียวนั้นมีมาก.แต่การอภัยบาปที่จะเกิดขึ้นภายหลังนั้นไม่มี นอกจากเป็นสิทธิพิเศษของท่านรอซูล(ซ.ล)เท่านั้น ، وهذه قاعدة عامة نافعة لطالب العلم ؛ أنه إذا أتاك حديث فيه أن من فعل كذا غفر له ما تقدم من ذنبه وما تأخر؛ فاعلم أن قوله ( ما تأخر ) ضعيف لا يصح ؛ لأن هذا من خصائص محمدٍ – صلوات الله وسلامه عليه . นี้คือหลักการทั่วไปที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา เมื่อใดที่พบเจอหะดีษที่บ่งบอกการให้อภัยบาปที่ผ่านและที่จะเกิดภายหลังสำหรับผู้คนทั่วไปที่ทำอามาลใดอามาลหนึ่งนั้น รู้ได้เลยว่าเป็นหะดีษที่ฏออีฟที่ไม่ศอเหียะหฺ เพราะสิ่งนั้นเป็นสิทธิของท่านนบีผู้เดียว(ซ.ล) وفي هذا دليل أيضاً على فضيلة قيام الليل ، وطول القيام ، وقد أثنى الله على من يقوم الليل ويطيلون، فقال ـ عز وجل ـ ( تَتَجَافَى جُنُوبُهُمْ عَنِ الْمَضَاجِعِ ) (السجدة:16) ، يعني تبتعد عن الفرش ، ( يَدْعُونَ رَبَّهُمْ خَوْفاً ) أي : إذا نظروا إلى ذنوبهم خافوا ( وَطَمَعاً ) أي : إذا نظروا إلى فضل الله طمعوا في فضله ، ( وَمِمَّا رَزَقْنَاهُمْ يُنْفِقُونَ (16) فَلا تَعْلَمُ نَفْسٌ مَا أُخْفِيَ لَهُمْ مِنْ قُرَّةِ أَعْيُنٍ جَزَاءً بِمَا كَانُوا يَعْمَلُونَ ) (السجدة:16،17) หะดีษนี้ก็บ่งบอกเช่นเดียวกันถึงความประเสริฐของการละหมาดตะฮัจญุดและความประเสริฐของการยืนนานในการละหมาด .และอัลลอฮฺก็ทรงชื่นชมผู้ที่ลุกขึ้นละหมาดตะฮัจญุดและยืนในการละหมาดที่ยาวนาน ดั่งที่ได้กล่าวว่า تَتَجَافَى جُنُوبُهُمْ عَنِ الْمَضَاجِعِ يَدْعُونَ رَبَّهُمْ خَوْفًاوَطَمَعًا وَمِمَّا رَزَقْنَاهُمْ يُنْفِقُونَ สีข้างของพวกเขาเคลื่อนห่างจากที่นอน พลางวิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขาด้วยความกลัวและความหวัง และพวกเขาบริจาค สิ่งที่เราได้ให้เป็นเครื่องยังชีพแก่พวกเขา (สูเราะฮฺอัส-สัจญ์ดะฮฺ 32 : 16) يَدْعُونَ رَبَّهُمْ خَوْفًاوَطَمَعًا คือเมือเขานึกถึงบาปของเขาเขาจะเกิดความกลัว وَطَمَعًا คือเมือเขานึกถึงความโปรดปรานแห่งอัลลอฮฺ พวกเขามีความหวังและโลพในการทำความดี أسال الله أن يجعلني وإياكم منهم . ขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺเพื่อรับข้าพเจ้าและเจ้าทุกคนในหมู่พวกเขาเหล่านั้น وتتجافي جنوبهم عن المضاجع ، ليس بالسهر على التلفزيون ، أو على لعب الورق أو على أعراض الناس ، أو ما أشبه ذلك ، ولكنهم يدعون الله ، ويعبدونه ـ عز وجل ـ خوفاً وطمعاً (ผู้ที่ย่อมสละที่นอนเพื่ออัลลอฮฺ) ไม่ใช่การสละที่นอนเพราะการชมทีวีหรือเล่นไพ่ หรือสละที่นอนเพื่อวิจารณ์เรื่องคนอื่น และอื่นๆ ที่คล้ายๆกัน แต่พวกเขาสละที่นอนเพื่อการวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ทำอิบาดะหฺด้วยความกลัวในบาปและหวังในความโปรดปราน فَلَا تَعْلَمُ نَفْسٌ مَّا أُخْفِيَ لَهُم مِّن قُرَّةِ أَعْيُنٍ جَزَاءً بِمَا كَانُوا يَعْمَلُونَ ( 17 ) السجدة ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ أين هذا الذي أخفى لهم ؟ جاء في الحديث القدسي ما يبين ذلك حيث قال الله ـ عز وجل ـ😦 أعددت لعبادي الصالحين ما لا عين رأت ، ولا أذن سمعت ، ولا خطر على قلب بشر ) อะไรหรือคือสิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา? จากหะดีษกุดซีย์บทหนึ่งอัลลอฮฺได้กล่าว“ข้าได้เตรียมไว้ให้สิ่งที่ตาไม่เคยเห็นหูไม่เคยได้ยินและไม่เคยอยู่ในความคิดของมนุษย์”นั้นคือสิ่งที่ได้เตรียมไว้ในสวรรค์ قال الله عز وجل: أعددت لعبادي ما لا عين رأت، ولا أذن سمعت، ولا خطر على قلب بشر. ข้อคิดจากหะดีษ 1. หะดีษได้ส่งเสริมให้ละหมาดตะฮัจญุดและความขยันหมั่นเพียรในการทำอิบาดะห์ 2. ละหมาดตะฮัจญุดเป็นสิ่งที่ดีทีสุดในการบ่งบอกถึงการรำลึกบุญคุณอัลลอฮ(ซ.บ)เพราะการละหมาดตะฮัจญุจนั้นเป็นการเสียสละชีวิตทำในสิ่งที่จิตใจไม่พอใจและสละสิ่งที่จิตใจต้องการ 3. บัญญัติให้มีการปลุกคนอื่นเพื่อทำการละหมาดตะฮัจญุดและบอกเกี่ยวกับความประเสิรฐของการละหมาด 4. บ่งบอกถึงนิสัยของบรรดาศอหะบัตในการรับเร่งทำความดีเมื่อเขาได้รับรู้ถึงความประเสิรฐ 5. ส่งเสริมให้ทำการละหมาดตะฮัจญุดอย่าวสม่ำเสมอ 6. การทำอิบาดะห์เพี่ยงน้อยนิดแต่สม่ำเสมอดีกว่าการทำอีบาดะห์ที่มากที่เพี่ยงครั่งเดียว *01 ความว่า “ฉันได้ละหมาดร่วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในค่ำคืนหนึ่ง ซึ่งท่านเริ่มต้นด้วยการอ่านสูเราะฮฺ อัล- บะเกาะเราะฮฺ ฉันจึงกล่าว(ในใจ)ว่าท่านคงจะรุกูอฺเมื่อถึงอายะฮฺที่หนึ่งร้อย แต่แล้วท่านก็อ่านต่อไปอีกโดยไม่รุกูอฺ ฉันจึงกล่าว(ในใจ)ว่า ท่านคงจะอ่านต่อไปในละหมาดจนจบในร็อกอัตนี้ และแล้วท่านก็อ่านต่อ ฉันจึงกล่าว(ในใจ) อีกว่า ท่านคงจะรุกูอฺ(เมื่ออ่านจบสูเราะฮฺอัล- บะเกาะเราะฮฺ) แต่ว่าหลังจากนั้นท่านก็เริ่มอ่านสูเราะฮฺ อัน-นิสาอ์ หลังจากนั้นก็สูเราะฮฺ อาลิอิมรอน ซึ่งท่านจะอ่านอัลกุรอานอย่างช้าๆ โดยเมื่อท่านอ่านถึงอายะฮฺที่กล่าวถึงการตัสบีหฺ6 (การสดุดีในความบริสุทธิ์ของอัลลอฮฺ) ท่านก็จะกล่าวคำตัสบีหฺ เมื่อถึงอายะฮฺที่กล่าวถึงการขอวิงวอน ท่านก็จะขอ และเมื่อถึงอายะฮฺที่กล่าวถึงการขอความคุ้มครอง ต่ออัลลอฮฺ ท่านก็จะขอความคุ้มครองต่อพระองค์” (บันทึกโดยมุสลิม : 773) *1 :คำอธิบายเรื่องอัหลูลบัดริน เรื่องราวเกิดขึ้นกับศอหะบัตที่ชื่อ หาติบบินอาบีบัลตาอัห (ร.ฏ)เพราะหาติบได้ทำผิดอย่างใหญ่หลวงคือ ตอนที่ท่านนบีต้องการตีเมืองมักกะห์ สาเหตุเพราะพวกกูรอยซ์ละเมิดสัญญาอัลฮุดัยบียะห์ ช่วงเวลาดั่งกล่าวหาติบผู้ซึ่งมีมารดาอยู่ที่เมืองมักกะห์ไม่อยากให้ผู้เป็นแม่ได้รับเดือนร้อนและปลอดภัยจากการโจมตีของท่านนบีจึงได้ทำหนังสือส่งให้ชาวมักกะห์รับรู้ แต่การกระทำของหาติบนั้นอัลลอฮฺให้วาฮิย์ให้ท่านนบีรับรู้ จากนั้นอาลีก็ส่งศอหะบัตสองคนเพื่อติดตามหนังสือดั่งกล่าวกลับมา พอได้รับหนังสืออุมัร ขออนุญาตต่อท่านนบีเพื่อสังหาญหะติบแต่ท่านนบีไม่อนุญาต เพราะอัลลอฮ์ได้อภัยสำหรับผู้ที่ได้เข้าร่วมสงครามบัดร และหาติบก็หนึ่งในจำนวนนั้น ดังหะดีษที่ว่า إِنَّهُ قَدْ شَهِدَ بَدْرًا وَمَا يُدْرِيكَ لَعَلَّ اللَّهَ أَنْ يَكُونَ قَدْ اطَّلَعَ عَلَى أَهْلِ بَدْرٍ فَقَالَ اعْمَلُوا مَا شِئْتُمْ فَقَدْ غَفَرْتُ لَكُمْ رواه البخاري ومسلم ใจความว่า แท้จริงเขาก็เข้าร่วมในสงครามบัดร และอะไรเล่าจะทำให้เจ้ารู้ไดบาง อัลลอฮฺทรงมองเห็นความดีของชาวบัดร และได้กล่าวว่า เจ้าจงในสิ่งที่เจ้าต้องการเถิด แท้จริงข้าได้อภัยบาปแก่พวกเจ้า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s